ติดตาม Public-law.net ผ่านทาง Facebook ได้ที่ https://www.facebook.com/Public-Law-Net-เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย
   
 
บทความเรื่อง"กำหนดเวลาในกฎหมายนั้น สำคัญไฉน" โดย คุณปกรณ์ นิลประพันธ์
 
 
บทความเรื่อง "ตอบข้อสงสัยการไม่นับถือศาสนา" โดย คุณชำนาญ จันทร์เรือง
 
 
บทความเรื่อง "การให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่ง กับหลักความเป็นอิสระของตุลาการ ตอนที่ 2 " โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ณรงค์เดช สรุโฆษิต อ่านบทความเรื่อง “การให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งกับหลักความเป็นอิสระของตุลาการ” (ตอนที่ 1)
 
 
บทความเรื่อง “หลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับระยะเวลาในการออกคำสั่งทางปกครอง” โดยคุณศุภวัฒน์ สิงห์สุวงษ์
 
 
บทความเรื่อง “ศาลตรวจเงินแผ่นดินของประเทศฝรั่งเศส” โดยคุณณัฐวุฒิ คล้ายขำ
 
 
 
 
 
 
   
 
 
 
 
 
   
 
 
 
349
เสวนาทางวิชาการเรื่อง “เสรีภาพสื่อและกฎหมาย : ความท้าทายในยุค 4.0”

        
        
เมื่อวันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “เสรีภาพสื่อและกฎหมาย : ความท้าทายในยุค 4.0” ซึ่งมีผมร่วมเป็นวิทยากรในกิจกรรมเสวนาครั้งนี้ด้วย แต่เนื่องจากเวลามีจำกัด จึงทำให้ไม่สามารถพูดได้เท่าที่อยากพูด จึงขอนำสิ่งที่ได้พูดไปแล้วและสิ่งที่อยากพูดมาสรุปเอาไว้ในบทบรรณาธิการครั้งนี้ครับ

        
        
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้คงมาจากเมื่อกลางปีที่ผ่านมา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้ลงมติเห็นชอบร่างกฏหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนหรือที่ถูกสื่อบางฉบับเรียกว่า กฎหมายควบคุมสื่อ ต่อมาเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ คณะกรรมการดังกล่าวก็ได้หยิบยกร่างกฎหมายฉบับนี้เข้ามาเป็นวาระสำคัญสำหรับการปฏิรูปประเทศด้วย ก็เลยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงกฎหมายควบคุมสื่อฉบับนี้ครับ

        
        
เท่าที่ตรวจสอบจากข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ต่างๆ พบว่ามีเสียงคัดค้านจำนวนมากเกี่ยวกับร่างกฏหมายฉบับนี้เพราะเห็นว่าการทำงานของสื่อสารมวลชนนั้น หากต้องการให้เป็นอิสระจริงๆก็ไม่ควรจะมีการควบคุม แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงสนับสนุนอีกจำนวนหนึ่งที่คิดว่าการควบคุมสื่อเป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องสำคัญเพราะปัจจุบันสื่อมีมากมายหลายประเภท การนำเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้องหรือบิดเบือนจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในประเทศ เพราะฉะนั้นจึงควรมีกฎหมายควบคุมสื่อ

        
        
หากจะเริ่มต้นพูดถึงเรื่องการควบคุมสื่อก็คงต้องเริ่มต้นจากบทบัญญัติในมาตรา 35 วรรคแรกแห่ง รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งกำหนดเอาไว้ว่า  บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ จุดเริ่มต้นนี้เองเป็นประเด็นที่นำมาสู่การโต้เถียงว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของสื่อมวลชนเอาไว้ ดังนั้น การที่รัฐจะไปควบคุมหรือกำกับดูแลการทำงานของสื่อมวลชนจึงเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว

        
        
ในปัจจุบัน สื่อมวลชนมีอยู่มากมายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนบนกระดาษหนังสือพิมพ์วิทยุโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ในทุกรูปแบบ สื่อมวลชนมีหน้าที่อยู่หลายประการด้วยกันคือ การเสนอข่าวอันได้แก่การนำเหตุการณ์ข้อเท็จจริงออกมาเผยแพร่ ต่อมาก็คือการเสนอความคิดเห็น ที่อาจเป็นการนำความเห็นของสื่อมวลชนเอง ของนักวิชาการต่างๆ หรือของนักการเมืองออกมาเผยแพร่ให้สังคมรับรู้รับทราบถึงปัญหา รวมไปถึงข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้แล้วเรายังเห็นสื่อมวลชนทำหน้าที่นำเสนอสิ่งที่เราเรียกกันว่า ความบันเทิง การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา รวมไปถึงการศึกษาหาความรู้ต่างๆด้วย

        
        
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ใช้สื่อออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารและรับทราบข้อมูลข่าวสารกันมากเพราะข่าวที่มาจากสื่อประเภทดังกล่าวมีความรวดเร็วและแพร่กระจายได้อย่างกว้างขวาง มีประเด็นเกิดขึ้นมากมายเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวในสื่อออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอ การเคารพสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นรวมไปถึงครอบครัวของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย รวมถึงประเด็นเรื่องจริยธรรมและจรรยาบรรณก็เป็นสิ่งที่พูดกันเยอะมากเมื่อพูดถึงสื่อมวลชน การประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนไม่มากก็น้อย

        
        
ในสังคมของเรานั้น การประกอบวิชาชีพบางวิชาชีพของบุคคลคนหนึ่งอาจมีผลไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคลคนหนึ่งหรือบุคคลจำนวนมากเนื่องมาจากการประกอบวิชาชีพของตน ผลจากการประกอบวิชาชีพอาจกระทบต่อบุคคลภายนอกไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านร่างกาย จิตใจ ชื่อเสียงและอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น วิศวกรหรือแพทย์ที่ทำงานผิดพลาดอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและร่างกายของบุคคลภายนอกได้ เพราะฉะนั้น ในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย จึงกำหนดให้มีการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพบางวิชาชีพให้ประกอบวิชาชีพอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการเพื่อที่จะได้ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน นั่นก็คือการควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อให้การประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบระเบียบแบบแผนของวิชาชีพของตน การควบคุมการประกอบวิชาชีพอาจทำได้โดยหน่วยงานของรัฐหรือทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพเดียวกันเอง

        
         จากการตรวจสอบดูตัวบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนได้ พบว่า มีองค์กรวิชาชีพอันได้แก่แพทยสภา ทันตแพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม สภาเทคนิคการแพทย์ สภากายภาพบำบัด สัตวแพทย์สภา สภาวิชาชีพบัญชี สภาวิศวกร สภาทนายความ สภาสถาปนิก คุรุสภาและสภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี องค์กรวิชาชีพเหล่านี้มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพดังกล่าวสามารถควบคุมการประกอบวิชาชีพกันเองในแต่ละวิชาชีพโดยมีองค์กรที่กำกับดูแลกันเองภายใน ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบวิชาชีพทนายความก็มีสภาทนายความทำหน้าที่กำกับดูแลการทำงานของทนายความ มีเรื่องมรรยาททนายความ มีโทษการทำผิดมรรยาททนายความ มีคณะกรรมการมรรยาททนายความ ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพทนายความทำผิดมรรยาททนายความก็จะถูกลงโทษตามความร้ายแรงของความผิดไม่ว่าจะเป็นการภาคทัณฑ์ การห้ามทำการเป็นทนายความตามกำหนดเวลาหรือการลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ แต่สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น ในประเทศไทยเรายังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนโดยตรง มีแต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องข้างเคียง เช่น กฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กฎหมายการพิมพ์ กฎหมายภาพยนตร์กฎหมายเกี่ยวกับการกระทำความผิดคอมพิวเตอร์ และประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติอีกหลายฉบับ
        
         ผมคงไม่พูดวิจารณ์หรือวิเคราะห์ร่างกฏหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนของ สปท. เพราะมีผู้วิจารณ์กันไปมากเป็นระยะเวลาพอสมควรแล้ว แต่ผมจะขอตั้งเป็นประเด็นเอาไว้ว่า หากการมีกฎหมายดังกล่าวเพื่อจัดระเบียบและวางระบบในการทำงานของสื่อมวลชนเพื่อให้ข่าวที่ถูกนำเสนอออกมานั้นถูกต้องตรงความเป็นจริง ไม่หวังผลอื่น ไม่ทำร้าย ไม่สร้างความสับสนในสังคม ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม หากการมีกฎหมายดังกล่าวเพื่อควบคุมสื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการควบคุมที่เกี่ยวกับการนำเสนอข่าวด้านการเมือง การวิพากษ์วิจารณ์ การขุดคุ้ยการดำเนินงานและการใช้อำนาจต่างๆของรัฐที่ไม่ถูกต้องก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ดีไม่เหมาะสมและคงเกิดผลเสียตามมามากมาย ในความเห็นของผมนั้น การมีกฎหมายกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนด้วยกันเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โครงสร้างของกฎหมายที่จะมีขึ้นควรจะมีลักษณะที่ยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ใช้ความรู้ความสามารถและทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีบทบัญญัติที่คุ้มครองผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเสนอข่าวที่มีอคติ ไม่ถูกต้อง หวังผลทางการเมืองหรือหวังผลทางด้านอื่นๆด้วย การกำกับดูแลผู้ประกอบวิชาชีพโดยผู้ประกอบวิชาชีพด้วยกันเองเป็นสิ่งที่น่าจะดีที่สุดเพราะการประกอบวิชาชีพแต่ละวิชาชีพมีรายละเอียดทางด้านเทคนิคจำนวนมากที่ผู้ไม่ได้ประกอบวิชาชีพอาจไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ นอกจากนี้แล้ว ผมยังมีความเห็นว่า หากจะต้องมีการตั้งองค์กรขึ้นมาควบคุมการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเช่นที่ปรากฏในร่างกฏหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่มีชื่อว่า “คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” คณะกรรมการดังกล่าว นอกจากจะต้องประกอบด้วย ตัวแทนจากผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนด้านต่างๆแล้ว ยังเห็นควรให้มี ตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย เช่น ตัวแทนจากสภาทนายความ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ควรให้มีตัวแทนจากภาครัฐไม่ว่าจะโดยตำแหน่งใดก็ตามเข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะการมีตัวแทนภาครัฐเข้าไปนั่งอยู่ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแทนภาครัฐที่มีตำแหน่งสูงหรือไม่ก็เป็นตัวแทนภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจะทำให้การดำเนินงานของคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติขาดความเป็นอิสระ และนอกจากนี้แล้ว เมื่อจะมีกฏหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ก็ควรทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนทางอ้อมที่มีอยู่ทั้งหมด รวมไปถึงประกาศของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนไปในคราวเดียวกันเพื่อให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชนอยู่ในที่เดียวกันอันจะเป็นการสะดวกแก่การใช้และการทำความเข้าใจของทั้งบรรดาสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป 
          
        
        
ในสัปดาห์นี้เรามีบทความมานำเสนอสองบทความด้วยกัน บทความแรกเป็นบทความของ คุณปกรณ์ นิลประพันธ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง "กำหนดเวลาในกฎหมายนั้น สำคัญไฉน" ส่วนบทความที่สอง เป็นบทความของคุณชำนาญ จันทร์เรือง เรื่อง "ตอบข้อสงสัยการไม่นับถือศาสนา" ผมขอขอบคุณผู้เขียนบทความทั้งสองด้วยครับ 

        
        
พบกันใหม่วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2560 ครับ

        
        
ศาสตราจารย์ ดร. นันทวัฒน์ บรมานันท์

        
          
        
        



   
     
 
 
 
 
   
 
กำหนดเวลาในกฎหมายนั้น สำคัญไฉน
การที่มาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ บัญญัติไว้ตอนหนึ่งว่ารัฐพึงกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่บัญญัติไว้ในกฎหมายให้ชัดเจนนั้น ถ้าอ่านแบบผ่านโดยไม่คิดอะไรก็จะเข้าใจไปว่าไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ แถมไม่มันส์เท่าบทบัญญัติในหมวดอื่น ๆ ที่ทำให้คนช่างฝันสามารถ “จินตนาการ” ไปได้ต่าง ๆ นา ๆ ว่าเมื่อเลือกตั้งแล้ว พรรคไหนจะได้เข้ามาเท่าไร ใครจะรวมกับใคร ใครจะเป็นนายก ฯลฯ
ตอบข้อสงสัยการไม่นับถือศาสนา
สิ่งที่สงสัยและเป็นข้อถกเถียงกันมาโดยตลอดว่าคนที่เลือกจะไม่นับถือศาสนาใดๆนั้นมีเหตุผลอะไร ซึ่งแต่ละคนก็มีเหตุผลแตกต่างกันไป เช่น บางคนอาจเห็นว่าการนับถือศาสนาเป็นเครื่องผูกมัดให้แก่ชีวิตตนเองมากขึ้น บางคนเกิดความรู้สึกต่อต้านเพราะเห็นว่าศาสนามาก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวการพูด การกระทำและความคิดของเขามากเกินไป บางคนเห็นว่าศาสนาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่สามารถทำให้ร่ำรวย ชีวิตดีขึ้น ไม่สามารถแก้ปัญหาส่วนตัวได้ เชื่อว่าตนเองสามารถทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ได้โดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน
หลักเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับระยะเวลาในการออกคำสั่งทางปกครอง
เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาหนึ่งของระบบราชการไทย คือ ความล่าช้าในการพิจารณาของหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะการอนุมัติอนุญาตในเรื่องต่าง ๆ ที่มักจะใช้เวลานานจนเกินสมควร ที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่ประสบผล สำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ล่าสุดผู้ตรากฎหมายจึงกำหนดมาตรการใหม่เพื่อจัดการกับปัญหานี้
อำนาจดุลยพินิจในกระบวนการบริหารบุคคลของฝ่ายปกครอง
ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้นั้น ศาลปกครองสูงสุดได้อธิบายว่าจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ ดังนี้
1. ผู้ฟ้องคดีจะต้องเป็นผู้ซึ่งได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย โดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในเรื่องนั้น
ศาลตรวจเงินแผ่นดินท้องถิ่นของประเทศฝรั่งเศส
ในระบบกฎหมายฝรั่งเศส นอกจากการแยกระบบตุลาการระหว่าง การพิจารณาคดีปกครอง (juridiction administrative) ออกจาก การพิจารณาคดีทั่วไปหรือระบบศาลยุติธรรม (juridiction judiciaire) แล้ว ภายในกระบวนการยุติธรรมทางปกครองเองยังมีการแยก กระบวนการยุติธรรมทางปกครองทั่วไป ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาคดีของศาลปกครองทั้งสามชั้นศาล ออกจาก กระบวนการยุติธรรมทางการคลัง (juridiction administrative financière)
Les associations humanitaires sont-elles des institutions?
Quel intét peut-on avoir, lorsque l'on étudie les associations humanitaires issues principalement de la vague des « French doctors », à se rérer à une théorie d'un auteur de la fin du XIXème et du début du XXème siècle, en l'occurrence Maurice Hauriou ?

PUB-LAW.NET RSS URL


 
     
 

www.public-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง wmpublaw@public-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt)ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.public-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544