หน้าแรก บทความสาระ
“สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” (les circonstances exceptionnelles) ในระบบกฎหมายฝรั่งเศส
ดร. ปาลีรัฐ ศรีวรรณพฤกษ์ น.บ.เกียรตินิยมอันดับสอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ม. กฎหมายเอกชนและธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน, Master 2 : Droits fondamentaux และ Doctorat en droit public : mention très honorable จากมหาวิทยาลัย Auvergne แห่งประเทศฝรั่งเศส, พนักงานคดีปกครองชำนาญการ สำนักวิจัยและวิชาการ สำนักงานศาลปกครอง
27 มกราคม 2556 21:05 น.
 
อำนาจของตุลาการศาลปกครองในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในกรณีที่เกิดเหตุการณ์สถานการณ์ที่ไม่ปกติมีความยืดหยุ่นมากกว่าการตรวจสอบความชอบด้วยในกรณีทั่วไป ตัวอย่างในกรณีนี้ก็เช่น หากมีวิกฤติการณ์ (les situations de crise) เกิดขึ้นแล้ว การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในขณะเหตุการณ์ดังกล่าวจะลดหย่อนลงจากที่เคยเป็นการควบคุมในระดับสูงมาเป็นการควบคุมในระดับปกติ (หรือต่ำกว่าปกติ)  ดังนั้น นอกจากเงื่อนไขในเรื่องระดับของความชอบด้วยกฎหมายที่ตุลาการต้องใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีแล้วความชอบด้วยกฎหมายของการประกาศภาวะสถานการณ์ที่ไม่ปกติของฝ่ายปกครองย่อมเป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ตุลาการศาลปกครองจะต้องหยิบยกมาพิจารณา ทั้งนี้ เนื่องมาจากสาเหตุที่ว่า การที่ฝ่ายปกครองอ้างความมีอยู่ของสถานการณ์ที่ไม่ปกติ จะทำให้ฝ่ายปกครองปลดเปลื้องความรับผิดจากการกระทำของตนในขณะนั้นได้
       
                                       ในกรณีที่มีเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ (imprévisible) ซึ่งเกิดขึ้นเป็นเฉพาะเหตุการณ์ (pontuel) เหตุการณ์ดังกล่าวย่อมส่งผลให้เกิดความเร่งด่วน (urgence) ต่อฝ่ายปกครองในการบริหารจัดการ จึงเป็นที่มาของการยกเว้นระดับความเข้มงวดของการกระทำของฝ่ายปกครองซึ่งในสภาวะปกติจะต้องอยู่ภายใต้หลักว่าด้วยการกระทำของฝ่ายปกครองต้องชอบด้วยกฎหมาย[๑] ในบางครั้ง ฝ่ายปกครองอาจมีการกระทำทางปกครองใดๆที่ไม่ต้องคำนึงถึงหลักว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายเลยก็ได้[๒]
                                       ในกรณีที่เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่คาดหมายล่วงหน้าได้ (prévisible) หรือเป็นวิกฤติการณ์ที่สามารถคาดหมายล่วงหน้าซึ่งมีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายบัญญัติให้อำนาจฝ่ายปกครองกระทำการใดๆไว้แล้ว ฝ่ายปกครองย่อมสามารถอ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขึ้นมาเป็นข้อปลดเปลื้องความรับผิดของตนได้ การกำหนดนิยาม “วิกฤติการณ์ที่สามารถคาดหมายล่วงหน้า” จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการตรวจสอบการกระทำของฝ่ายปกครองและ/หรือปลดเปลื้องความรับผิดของฝ่ายปกครอง
                                       การศึกษาอำนาจตุลาการในการพิจารณาพิพากษาคดีปกครองภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติจึงอาจแบ่งการศึกษาออกเป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ การศึกษาทฤษฎีสถานการณ์ที่ไม่ปกติตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายลายลักษณ์อักษร และ ส่วนที่ ๒ การศึกษาทฤษฎีสถานการณ์ที่ไม่ปกติตามแนวคำพิพากษา
        
       
       ส่วนที่ ๑ การศึกษาทฤษฎีสถานการณ์ที่ไม่ปกติตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายลายลักษณ์อักษร
                                       กฎหมายลายลักษณ์อักษรได้บัญญัติถึงกรณีที่ถือว่าเป็น “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” ไว้ ๓ ประการกล่าวคือ กรณีกฎอัยการศึก (l’état de siège) กรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน (l’état d’urgence) และกรณีตามมาตรา ๑๖ แห่งรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับปัจจุบัน (ค.ศ. ๑๙๕๘) ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
       
       ๑.๑ กรณีกฎอัยการศึก
       “กฎอัยการศึก” เป็นถ้อยคำที่พบในรัฐบัญญัติ ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๔๙[๓]   รัฐบัญญัติ ลงวันที่ ๓ เมษายน ค.ศ. ๑๘๗๘ และมาตรา ๓๖ แห่งรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับปัจจุบัน
       เงื่อนไขในการประกาศกฎอัยการศึก คือ สถานการณ์ในขณะนั้นจะต้องเป็นเหตุอันตรายอย่างร้ายแรง (péril imminent) อันเนื่องมาจากภาวะสงคราม (กับต่างประเทศ) หรือเกิดจากการจลาจลโดยใช้อาวุธ (l’insurrection armée) ซึ่งอาจลุกลามไปเป็นการเกิดสงครามกลางเมือง (la guerre civile) หรือการยึดอำนาจ (le Coup d’Etat) การประการกฎอัยการศึกจะต้องกระทำโดยรัฐกฤษฎีกาที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีโดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้ลงนาม (le décret en Conseil des ministres) ระยะเวลาของสถานการณ์ไม่ปกติประเภทกฎอัยการศึกนี้ต้องไม่เกินกว่า ๑๒ วัน ทั้งนี้ ตามความในมาตรา ๓๖ แห่งรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสฉบับปัจจุบัน
       ผลของการประการกฎอัยการศึก มี ๒ ประการคือ ประการแรก อำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศจะถูกถ่ายโอนไปเป็นของฝ่ายการทหาร หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในขณะนั้นก็อยู่ในอำนาจในการพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร (les juridictions militaires) และประการที่สอง เสรีภาพของประชาชน (les libertés publiques) จะถูกจำกัดโดยรัฐ
       อย่างไรก็ดี การประกาศกฎอัยการศึกจะสิ้นผลไปหากไม่ชอบด้วยเงื่อนไขตามที่กำหนด เช่น มีระยะเวลาเกิน ๑๒ วัน หากเป็นกฎอัยการศึกที่ออกโดยรัฐกฤษฎีกาที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีโดยมีประธานาธิบดีเป็นผู้ลงนาม หรือจากการยกเลิกรัฐกฤษฎีกาที่ผู้ก่อให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นผู้ลงนามซึ่งต่อมารัฐกฤษฎีกานั้นไม่ได้รับความเห็นชอบหรือได้รับการบัญญัติเป็นกฎเกณฑ์แห่งกฎหมายในระดับรัฐบัญญัติ
       
       ๑.๒ กรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน
       สถานการณ์ฉุกเฉิน (l’état d’urgence) เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติที่มีลักษณะแตกต่างจากกฎอัยการศึกเนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นสภาวะการเข้าแทรกแซงของพลเรือน (le régime civil) ไม่ใช่จากฝ่ายทหารดังเช่นที่ปรากฏในกฎอัยการศึก กฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่ให้อำนาจฝ่ายปกครองในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คือ รัฐบัญญัติ ลงวันที่ ๓ เมษายน ค.ศ. ๑๙๕๕ รัฐบัญญัติ ลงวันที่ ๗ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๕๕ และรัฐกำหนด[๔] ลงวันที่ ๑๕ มกราคม ค.ศ. ๑๙๖๐ การกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ถือเป็นการยกเลิกกฎอัยการศึกที่ได้ประกาศไว้ก่อนหน้า ทั้งนี้ ตามคำวินิจฉัยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ คดี Etat d’urgence en Nouvelle-Calédonie ลงวันที่ ๒๕ มกราคม ค.ศ. ๑๙๘๕
       เงื่อนไขของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คือ สถานการณ์ในขณะนั้นจะต้องเป็นเหตุอันตรายอย่างร้ายแรง (péril imminent) อันเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน (l’ordre public)หรือเป็นกรณีที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบอย่างร้ายแรงต่อการใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติสุขของประชาชน ซึ่งเงื่อนไขประการที่สองนี้ มักจะถูกหยิบยกมาเทียบเคียงกับกรณีการเกิดภัยธรรมชาติอย่างร้ายแรงนั่นเอง การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี ซึ่งรัฐสภาห้ามกำหนดระยะเวลาสถานการณ์ฉุกเฉินเกิน ๑๒ วัน ทั้งนี้ ตามมาตรา ๓๖ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
       ผลของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและศาลทหารมีอำนาจในการป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดกฎหมาย (le pouvoir de police) มากกว่ากรณีปกติ  อย่างไรก็ดี มาตรการใดๆที่ฝ่ายปกครองดำเนินการไปในขณะสถานการณ์ฉุกเฉินถือเป็นมาตรการที่สามารถนำมาฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้ ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Mme Dagostini ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๘๕
       การสิ้นผลไปของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปในทำนองเดียวกับการสิ้นผลของการประกาศกฎอัยการศึก และสถานการณ์ฉุกเฉินจะสิ้นผลภายใน ๑๕ วัน หากคณะรัฐบาลที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินลาออกหรือมีการยุบสภา
       
       ๑.๓ สถานการณ์ไม่ปกติตามความในมาตรา ๑๖ แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
       เงื่อนไขในการใช้อำนาจตามมาตรา ๑๖ แห่งรัฐธรรมนูญ คือ อำนาจในการบริหารจัดการประเทศในกรณีปกติได้รับการกระทบกระเทือน อันเนื่องมาจากเกิดเหตุการณ์กระทบกระเทือนต่อสถาบันแห่งสาธารณรัฐ (les institutions de la République) หรือ ความอิสระของชาติ (l’indépendance de la Nation) หรือ เกิดกับดินแดน (l’intégralité de son territoire) หรือ การดำเนินการตามข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นผลให้เกิดการคุกคามอย่างรุนแรงและทันใด ซึ่งหากเข้าตามเงื่อนไขสองประการดังที่กล่าวมาแล้วผลจะเป็นว่าประธานาธิบดีมีอำนาจในการออกคำสั่ง(แต่เพียงผู้เดียว)ในการออกมาตรการใดๆเพื่อมาดำเนินการให้เกิดความสงบ ซึ่งอำนาจตัดสินใจของประธานาธิบดีตามความในมาตรา ๑๖ นี้ ไม่ถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ดังนั้น จึงไม่สามารถฟ้องต่อศาลปกครองได้
       อย่างไรก็ดี ภายหลังจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. ๒๐๐๘ ได้มีการแก้บทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ว่า หากภายในสามสิบวันนับแต่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว พบว่าการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๖๐ คนหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๖๐ คน สามารถยื่นฟ้องต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวได้
       คำสั่งที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๖ ถือเป็นคำสั่งที่มี ๒ ลักษณะ คือ มีลักษณะเป็นการกระทำการในเชิงออกกฎหมาย (l’acte législatif) ซึ่งอยู่นอกเหนือการตรวจสอบขององค์กรฝ่ายตุลาการ[๕] คำสั่งดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการออกกฎ (le domaine réglementaire) ซึ่งคำสั่งในลักษณะนี้อยู่ภายใต้การตรวจสอบขององค์กรฝ่ายตุลาการ
       
       ๒. การศึกษาทฤษฎีสถานการณ์ที่ไม่ปกติตามแนวคำพิพากษาของศาล
                                       ทฤษฎีว่าด้วย “อำนาจยามสงคราม” หรือ “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” นั้น เป็นทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานของกฎอัยการศึก สถานการณ์ฉุกเฉินและสถานการณ์ไม่ปกติดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ ๑ ทฤษฎีดังกล่าวส่งผลให้การกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในสภาวะการณ์ปกติกลายมาเป็นการกระทำทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุที่ว่าการกระทำนั้นจะต้องเป็นการกระทำที่เป็นไปเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยและรักษาความต่อเนื่องในการให้บริการสาธารณะ ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีที่สภาแห่งรัฐวางหลักไว้ในคำพิพากษาช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพื่อให้การกระทำของฝ่ายปกครองในช่วงดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงอาจกล่าวได้ว่าทฤษฎีว่าด้วยสถานการณ์ไม่ปกติอาจถูกหยิบยกมาปรับใช้เพื่อให้การกระทำทางปกครองที่ฝ่ายปกครองได้กระทำไปแล้วนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
       
       ๒.๑ ความหมายของ “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ”
                                       สภาแห่งรัฐวางหลักเกี่ยวกับ “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” ไว้หลายกรณีด้วยกัน ตัวอย่างแรกคือ การนำ “สถานการณ์ไม่ปกติ” มาใช้ในเหตุการณ์ยามสงคราม คำพิพากษาลักษณะนี้พบในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๑๔-๑๙๑๘ และช่วง ค.ศ. ๑๙๓๙-๑๙๔๕ ซี่งเป็นคำพิพากษาที่มีความในเชิงขยายไปจากทฤษฎีเรื่องดังกล่าวค่อนข้างมาก กล่าวคือ ในเริ่มแรกเป็นการตีความภายหลังจากการสงคราม (des suites de la guerre)[๖] ต่อมาเป็นการตีความเรื่องวิกฤติการณ์ในช่วงสงครามสงบ (les périodes critiques en temps de paix)[๗] ต่อมาเป็นการให้ความหมายเรื่องสถานการณ์ที่ไม่ปกติโดยใช้หลักว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติที่มีความเป็นพิเศษ  (le circonstance exceptionnelle particulière) แทนที่จะใช้คำว่าสถานการณ์ที่ไม่ปกติแบบทั่วไป (le circonstance exceptionnelle générale)[๘] ซึ่งเป็นการตีความอันเนื่องมาจากภาวะภูเขาไฟระเบิดที่จังหวัดกัวดาลูป[๙]
                                       อย่างไรก็ดี ไม่ว่าศาลจะตีความ “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” ไว้เช่นไรก็ตาม แต่การตีความทุกครั้งของศาลก็จะต้องพิจารณาเงื่อนไข ๒ ประการ คือ การคำนึงหลักว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมาย (le principe de légalité) และการคำนึงถึงขอบเขตของการอำนาจในการควบคุมของตน  ยิ่งไปกว่านั้น ศาลจะต้องพิจารณาด้วยว่าสถานการณ์ดังกล่าวเป็น “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” อย่างแท้จริง  ทั้งนี้ เนื่องมาจากเหตุผลที่ว่าสถานการณ์ที่ไม่ปกติไม่ใช่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เป็นการทั่วไปโดยตัวของมันเอง (la circonstance exceptionnelle par nature)  แต่เป็นสถานการณ์ที่ศาลเป็นผู้กำหนดนิยามโดยพิจารณาจากเหตุการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น  แม้ว่าจะมีการกล่าวถึง “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” เอาไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่สภาวการณ์ดังกล่าวก็มิได้หมายความว่าจะนำเรื่อง “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” มาปรับใช้ได้กับทุกกรณี เช่น กรณีตามคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Oriano ลงวันที่ ๒๔ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๖๔ ซึ่งมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้ข้าราชการผู้หนึ่งพักงานเป็นกรณีพิเศษ (un congé spécial) โดยมิได้บอกกล่าวกับข้าราชการผู้นั้นล่วงหน้า สถานการณ์ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ  ดังนั้น อาจสรุปได้ว่านิยามของ “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” มักเป็นกรณีที่สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่ไม่ธรรมดา (anormale) และเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรง (grave) เช่น กรณีสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความหายนะ (cataclysme) การหยุดงานทั่วไปที่มีผลทำให้ประเทศเป็นอัมพาต[๑๐] หรือเป็นกรณีที่เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นอย่างยิ่ง (l’urgence extrême)[๑๑]
                                       อนึ่ง จะต้องไม่สับสนระหว่างสถานการณ์ที่ไม่ปกติกับสถานการณ์เฉพาะ (la circonstance particulière) ซึ่งศาลจะกำหนดให้ใช้มาตรการทางตำรวจ (le mesure de police)[๑๒]
       ๒.๒ การควบคุมการกระทำของฝ่ายปกครองในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
                                       สภาแห่งรัฐได้มีการตีความเกี่ยวกับการควบคุมการกระทำของฝ่ายปกครองในช่วงสถานการณ์ไม่ปกติควบคู่ไปกับการกำหนดนิยามของสถานการณ์ที่ไม่ปกติ โดยมีข้อพิจารณา ๒ ประการ
                                       การพิจารณาประเด็นแรก คือ ข้อพิจารณาที่ว่าฝ่ายปกครองไม่สามารถอ้างเหตุผลเรื่องของการมีอยู่ของสถานการณ์ที่ไม่ปกติมาเป็นข้ออ้างเพื่อให้การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของตนเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้  ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจในการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวของฝ่ายปกครองเสมอว่า ในท้ายที่สุดแล้ว การกระทำของฝ่ายปกครองในครั้งนั้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งก็จะไม่ใช้วิธีอื่นใดนอกเหนือไปจากการตรวจสอบว่าฝ่ายปกครองได้นำหลักความชอบด้วยกฎหมายนั้นมาใช้โดยครบถ้วนหรือไม่ การกระทำดังกล่าวมีผลเช่นไรกับบริการสาธารณะหรือมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือไม่[๑๓] ซึ่งหากฝ่ายปกครองสามารถพิสูจน์ถึงเหตุต่างๆดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ได้ครบถ้วน
                                       การพิจารณาประเด็นที่สอง คือ  การพิจารณาว่าอาจมีข้อจำกัดบางประการในการใช้มาตรการใดๆของฝ่ายปกครองในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ซึ่งในบางครั้งพบว่าข้อจำกัดบางประการนั้นกลายมาเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายปกครองสามารถกระทำการใดๆที่ชอบด้วยกฎหมายในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินั้นได้ ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ (ที่ประชุมใหญ่) คดี Laugier ลงวันที่ ๒๖ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๔๘ ซึ่งเป็นกรณีของการออกมาตรการทางนิติบัญญัติบางประการขึ้นมาในช่วงเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หรือกรณีที่ผู้มีอำนาจกระทำการมอบอำนาจให้หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดเก็บภาษีเทศบาลกระทำการใดๆ ในช่วงอุทกภัย (le débâche)[๑๔] ซึ่งแม้ว่าจะมีการมอบอำนาจที่ผิดแบบ (le vice de forme) จากการมอบอำนาจดังกล่าว ก็ถือว่าการมอบอำนาจนั้นยังคงเป็นการมอบอำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมาย[๑๕]
                                       อาจกล่าวได้ว่า สถานการณ์ที่ไม่ปกติเป็นเหตุผลที่ทำให้มาตรการใดๆที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลายเป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายได้ ดังนั้น มาตรการใดๆที่ฝ่ายปกครองกระทำลงไปในขณะสถานการณ์ที่ไม่ปกตินั้นก็จะมีลักษณะเป็นมาตรการที่ผิดกฎหมายในแบบปกติ (แบบทั่วไป) ซึ่งศาลปกครองมีอำนาจในการควบคุมตรวจสอบอยู่แล้ว[๑๖]  ซึ่งข้อความคิดดังกล่าวส่งผลถึงการปราศจากอำนาจของฝ่ายปกครองในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำใดๆที่มีความร้ายแรงเป็นอย่างยิ่ง เช่น ซึ่งก็คือการปฏิเสธไม่ทำการบังคับตามคำพิพากษาของศาลอันถือเป็นการกระทำอันร้ายแรงที่มีวัตถุประสงค์ในการล้มล้างการแบ่งแยกอำนาจ (le séparation de pouvoir)[๑๗] การยับยั้งการบังคับใช้รัฐบัญญัติในช่วงภาวะสงคราม[๑๘] และยังหมายความรวมถึงมาตรการใดๆของตำรวจที่ถือเป็นมาตรการที่ร้ายแรงอันกระทบต่อเสรีภาพของประชาชน (la liberté publique) อีกด้วย เช่น การจับ การฟ้องขับไล่หรือการขับออกนอกราชอาณาจักร (l’expulsion)[๑๙] การยึดทรัพย์ (la réquisitions)[๒๐] หรือกรณีคำสั่งห้ามเด็ดขาดที่บังคับใช้กับประชาชนทุกคน[๒๑]
                                       อย่างไรก็ดี ศาลถือว่าฝ่ายปกครองเองก็มีข้อจำกัดในการนำหลักเรื่องสถานการณ์ที่ไม่ปกติมาบังคับใช้ ๓ ประการด้วยกัน ประการแรก คือ ข้อจำกัดในเรื่องระยะเวลาของสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ดังที่ปรากฎในคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ (คณะพิเศษ) คดี Andriamisera ลงวันที่ ๗ มกราคม ค.ศ. ๑๙๕๕  ดังนั้น คำสั่งของฝ่ายปกครองที่กระทำลงไปขณะที่เกิดสถานการณ์หนึ่งแต่ไม่ได้มีช่วงเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของสถานการณ์นั้นจึงถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่จะต้องถูกตรวจสอบดังเช่นกรณีปกติ[๒๒]  หรือกรณีที่ฝ่ายปกครองจะต้องออกมาตรการใดๆในระหว่างช่วงเวลาสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และช่วงเวลาดังกล่าวนั้นได้ผ่านเลยไปแล้วทำให้ฝ่ายปกครองปราศจากอำนาจดังกล่าว[๒๓] ประการที่สอง คือ ข้อจำกัดที่ว่าการกระทำในระหว่างสถานการณ์ไม่ปกติของฝ่ายปกครองย่อมถูกตรวจสอบได้ กล่าวคือ ศาลจะเข้ามาตรวจสอบว่าการกระทำของฝ่ายปกครองนั้นไม่ได้เกินกว่าความจำเป็นที่ต้องกระทำในระหว่างสถานการณ์ที่ไม่ปกตินั่นเอง ดังที่ปรากฎในคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Dame Dol et Laurent ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๑ และ Jarrigion ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ค.ศ ๑๙๔๗ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ฝ่ายปกครองจะดำเนินการตรวจสอบความได้สัดส่วน (un contrôle de proportionnalité) ว่าการกระทำดังกล่าวของฝ่ายปกครองนั้นเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เกินกว่าเหตุหรือไม่[๒๔] ประการที่สาม คือ ข้อจำกัดในเรื่องของการควบคุมโดยศาลที่มีพื้นฐานความคิดว่า แม้ว่าการกระทำดังกล่าวในระหว่างสถานการณ์ไม่ปกติจะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในกรณีปกติก็ตาม แต่หากการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย ฝ่ายปกครองก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในกรณีดังกล่าวด้วย โดยศาลจะหยิบยกแนวความคิดในเรื่องความรับผิดที่ค่อนข้างเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้เสียหายมาปรับใช้ในกรณีนี้ ซึ่งหมายความถึง ความรับผิดโดยปราศจากความผิด (la responsabilité sans faute) นั่นเอง
        
        
                                       บทสรุป
                                       แม้ว่ากฎหมายจะมีบทบัญญัติเรื่องสถานการณ์ที่ไม่ปกติที่ค่อนข้างละเอียดชัดเจนแล้วก็ตาม แต่ก็พบว่าศาลปกครองมีบทบาทสำคัญในการตีความ วางหลักและกำหนดการเยียวยาความเสียหายที่เกิดจากเหตุดังกล่าว สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องหยิบยกมาพิจารณาเสมอในการศึกษาเรื่องสถานการณ์ที่ไม่ปกติคือ ความเข้าใจที่ว่าการกำหนดนิยามของสถานการณ์ไม่ปกติเป็นหน้าที่ของศาลโดยจะพิจารณาจากเหตุการณ์แวดล้อมที่เกิดขึ้น  ซึ่งแม้ว่าจะมีการกล่าวถึง “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” เอาไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่สภาวการณ์ดังกล่าวก็มิได้หมายความว่าจะนำเรื่อง “สถานการณ์ที่ไม่ปกติ” มาปรับใช้เพื่อเป็นการเอื้อประโยชน์ให้การกระทำใดของฝ่ายปกครอง (ซึ่งในช่วงเวลาปติถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย) ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ การพิจารณาเรื่องสถานการณ์ที่ไม่ปกติจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สำคัญของศาลในการสร้างหลักกฎหมายในเรื่องต่างๆให้ชัดเจนและเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวะเหตุการณ์
       ______________________________________
                                      
       

       
       

       
       

       [๑] ดังที่วางหลักไว้ในคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี SGEN ลงวันที่ ๙ เมษายน ค.ศ. ๑๙๗๖

       
       

       [๒] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Alix ลงวันที่ ๒๒ มกราคม ค.ศ. ๑๙๖๕

       
       

       [๓] ต่อมาได้รับการแก้ไขในปี ค.ศ. ๑๙๑๖ และ ค.ศ. ๑๙๔๔

       
       

       [๔] รัฐกำหนด (l’ordonnance) ในฝรั่งเศสจะออกได้ต่อเมื่อฝ่ายบริหารได้รับอนุมัติจากรัฐสภาก่อน โดยรัฐสภาจะต้องออกรัฐบัญญัติมอบอำนาจ (la loi d’habilitation) ให้ฝ่ายบริหารออกรัฐกำหนดในเรื่องและภายในกำหนดเวลาที่ระบุไว้

       
       

       [๕] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Rubin de Servens ลงวันที่ ๒ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๖๒

       
       

       [๖] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Ch.synd. xxx ลงวันที่ ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๒๔

       
       

       [๗] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Cotte ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๒๔

       
       

       [๘] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Rodes ลงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๘๓

       
       

       [๙] เป็นหนึ่งในจังหวัดโพ้นทะเลของฝรั่งเศส เช่นเดียวกับ กุยาน (Guyane) มาตินิก (Martinique) มายอทท์ (Mayotte) ลา เรอูยง (La Réunion)

       
       

       [๑๐] ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Jarrigion ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ค.ศ. ๑๙๔๗

       
       

       [๑๑] ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Synd. CFDT des P et T du Haut-Rhin ลงวันที่ ๑๘ เมษายน ค.ศ. ๑๙๔๗

       
       

       [๑๒] คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นแห่งเมือง Versailles คดี Soc. Fun Productions ลงวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๙๒

       
       

       [๑๓] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Soc. Damien ลงวันที่ ๒๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๔๗

       
       

       [๑๔] ตามคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Marion ลงวันที่ ๗ มกราคม ค.ศ. ๑๙๔๔

       
       

       [๑๕] ทั้งนี้ ตามคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Courrent ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๑

       
       

       [๑๖] คำพิพากษาศาลชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คดี Dame de la Murette ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๕๒

       
       

       [๑๗] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Couitéas ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๒๓  ดังนั้น จึงอาจถือได้ว่า แม้จะมีการออกกฎกระทรวง (le décret) เพื่อประกาศภาวะสงครามในปี ค.ศ. ๑๙๑๔ ก็ตาม แต่การดำเนินการทางฝ่ายนิติบัญญัติก็ยังคงต้องดำเนินการดังเช่นที่ปรากฏในภาวะปกติ

       
       

       [๑๘] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Heyriès ลงวันที่ ๒๘ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๑๘

       
       

       [๑๙] ตามคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Dame Dol et Laurent ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๑๙ ซึ่งมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขับไล่เด็กหญิงสองคนออกจากค่ายผู้อพยพ กรณีดังกล่าวถือเป็นอำนาจของศาลทหารในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย

       
       

       [๒๐] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Marion ลงวันที่ ๕ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๔๘

       
       

       [๒๑] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Delmotte et Senmartin ลงวันที่ ๖ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๑๕

       
       

       [๒๒] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Delle Idessesse ลงวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๔

       
       

       [๒๓] คำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Consorts Perrin ลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๕๐

       
       

       [๒๔] ดังที่ปรากฏในคำพิพากษาสภาแห่งรัฐ คดี Canal, Robin et Godot ลงวันที่ ๑๑๙ ตุลาคม ค.ศ. ๑๙๖๒

       



 
 
องค์กรอิสระ : ความสำคัญต่อการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูประบบราชการ โดย คุณนพดล เฮงเจริญ
หลักความเสมอภาค
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน : ผลในทางปฏิบัติ เมื่อครบรอบหกปีของการปฏิรูปการเมือง
ปัญหาของการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติในประเทศไทย
หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม
   
 
 
 
การเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม
ยาแก้โรคคอร์รัปชันยุคใหม่
สหพันธรัฐ สมาพันธรัฐ คืออะไร
มองอินโด มองไทย ในเรื่องการกระจายอำนาจ
การฟ้องปิดปาก
การเมืองหลังเลือกตั้งปี 62
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง
เอาผิดคณะรัฐประหาร ?
รัฐสภาอัจฉริยะ (Smart Parliament) กับการส่งเสริมหลักนิติธรรม: กรณีศึกษาของออสเตรเลียและข้อเสนอเบื้องต้นสำหรับประเทศไทย
ความรับผิดของกรรมการบริหารพรรคการเมือง
 
 
 
 
     

www.public-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง wmpublaw@public-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt)ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.public-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544