หน้าแรก บทความสาระ
“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” หรือ “เลือกตั้งก่อนปฏิรูป” (?) (เราจะปฏิรูปประเทศกันอย่างไร)
ศ. ดร.อมร จันทรสมบูรณ์
21 พฤษภาคม 2557 12:34 น.
 
v หัวข้อที่ ๒    ทำอย่างไรการปกครองใน “ระบอบประชาธิปไตย(ระบบรัฐสภา)” ของเราจึงจะมีประสิทธิภาพ [ “การปฏิรูป(ประเทศ)”]
        
       การปฏิรูป (ประเทศ)”   คงไม่ง่าย อย่างที่พูด ๆ กันในเวทีสาธารณะ
       ความจริง  ผู้เขียนเองไม่อยากจะให้สัมภาษณ์FM TVในครั้งที่สอง ว่าด้วยเรื่อง “การปฏิรูปประเทศ” นี้ ในกลางเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๕๗) ที่ผ่านมา แต่อย่างใด   ทั้งนี้เพราะเกรงว่า เมื่อท่านผู้อ่านได้ฟัง การให้สัมภาษณ์FM TV ในครั้งที่สองนี้แล้ว   ท่านผู้อ่านจะสับสนและหลงประเด็นกับการให้สัมภาษณ์ FM TVในครั้งแรกของผู้เขียน (ในต้นเดือน ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖) ว่าด้วย เรื่อง “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา”  ตามที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๕๐) ของประเทศไทย
       ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาแรกที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่คนไทยควรจะต้องทำความเข้าใจ (ก่อนที่จะพูดถึงปัญหา “การปฏิรูป(ประเทศ)”) ก็คือปัญหาการล้มล้าง “ระบบเผด็จการ  โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา -parliamentary  system”  (อันเป็นต้นหตุของ “ระบอบทักษิณ”และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ เดียวในโลก)ออกไปจากรัฐธรรมนูญของเรา  ;  และดังนั้น  จึงยังไม่ควรจะนำประเด็นปัญหาเรื่อง “การปฏิรูป(ประเทศ) และวิธีการในการปฏิรูปฯ” มา “ปะปน” กัน”เพราะการทำความเข้าใจกับ   “ปัญหาการปฏืรูป(ประเทศ) และและวิธีการในการปฏิรูปฯ”ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่พูดกันในเวทีสาธารณะแต่เป็นเรื่องที่จะต้องพูดและต้องทำความเข้าใจกันทางวิชาการ  ที่ค่อนข้างยาว
        
       การที่ “กปปส. และ มวลมหาประชาชน” นำเรื่อง (วิธีการ)การปฏิรูป(ประเทศ) มาปะปนกับประเด็นเรื่อง “ความเลวร้ายและการล้มล้างระบอบทักษิณ”ได้ทำให้พรรคการเมืองของนายทุนนักการเมือง(ระบอบทักษิณ)  ถือ “โอกาส” นำเอา “จุดอ่อน”ของข้อเสนอของมวลมหาประชาชนและ กปปส. ในประเด็นเรื่อง(วิธีการ) การปฏิรูป(ประเทศ)มาถกเถียงกัน เพื่อให้เรา(คนไทย) หลงประเด็นและเพื่อกลบเลื่อนความสำคัญของ ประเด็นเรื่องความจำเป็นที่จะต้องล้มล้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา” (ประเทศเดียวในโลก)”  ที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญของไทยในปัจจุบัน
       ดังเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฎให้ท่านผู้อ่านเห็นกันอยู่ในขณะนี้
        
              และตามที่ท่านผู้อ่านได้ทราบมาจากตอนต้นของบทความนี้แล้ว  ว่า  ตามสภาพมาตรฐานความรู้ทาง “กฎหมายมหาชน” ของเราเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้การที่จะทำความเข้าใจกับ “ปัญหาวิกฤตชาติ”  แม้แต่ใน ประเด็นเบื้องต้น คือประเด็น ว่าด้วย“สาเหตุ” ของระบบ เผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน(ที่เกิดจากบทบัญญํติ เพียง ๓ มาตราในรัฐธรรมนูญของเรา ประเทศเดียวในโลก)  ก็ไม่ใช่ เรื่องที่จะทำความเข้าใจกันได้ง่าย ๆ นักดังนั้นการที่จะข้ามไปพูดถึงเรื่อง “วิธีการ” ที่จะทำการปฏิรูปประเทศ  ก็จะยากยิ่งกว่าหลายเท่า
        
       แต่โดยที่ในขณะนี้  “กปปส. และ มวลมหาประชาชน” ก็ได้นำเรื่องปัญหาเรื่อง “การปฏิรูป(ประเทศ) และวิธีการในการปฏิรูปฯ” ขึ้นมาเสนอแล้ว(ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอ  ในประเด็นเรื่องการจัดตั้ง “สภาประชาชน”ที่มาจากนานาอาชีพ  โดยไม่มี “ที่มา” จากการเลือกตั้ง  หรือ ประเด็นเรื่องการมีนายกรัฐมนตรีคนกลาง ตามมาตรา ๗ ของรัฐธรรมนูญ  หรือเรื่องการจะใช้อำนาจอธิปไตยของ (กลุ่ม) “มวลมหาประชาชน” เพื่อรับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ขึ้นแทน นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่หมดอำนาจไป ฯลฯ  )  ; ซึ่งเป็นเหตุให้  พรรคการเมืองนายทุนที่ผูกขาดอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบันและนักวิชาการฝ่ายรัฐบาล ถือ “โอกาส” นำประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาโต้แย้ง  จนเป็นเรื่องที่ถกเถี่ยงกันและทำให้เรา(คนไทย)ไม่แน่ใจ ว่า เราจะปฏิรูป(ประเทศ)กันได้ด้วย “วิธีการ”ใด
               ยิ่งกว่านั้น   ในระยะหลังนี้ (แทนที่จะ “คิด” หาวิธีล้มล้าง “ระบอบทักษิณ” ให้ได้เสียก่อน แล้วจึงค่อยหาวิธีปฏิรูป(ประเทศ)   ยังได้มีองค์กรอิสระจำนวน๗๐ องค์กร/ นักวิชาการ /  ปลัดกระทรวงยุติธรรม(นายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์)  ร่วมกันเป็น “เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป”   อุตสาหะช่วยกัน “คิด”หาทางปฏิรูป (ประเทศ) กันอย่างตั้งอกตั้งใจมีการประชุมกันหลายครั้งซึ่งก็ยังไม่สามารถหาข้อเสนอที่สมมารถหวังผลได้
        
       ด้วยเหตุนี้  ทำให้ผู้เขียนคิดว่า  ผู้เขียนคงมีความจำเป็นที่จะต้องให้ “ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ “การปฏิรูป(ประเทศ)” ว่าตามความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน  ผู้เขียนคิดว่าทำอย่างไรประเทศไทยจึงจะปฏิรูป )ประเทศได้สำเร็จเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบไว้ และนำไปพิจารณาดูเอาเอง 
       เพราะผู้เขียนเองไม่อยากจะเห็น“การปฏิรูป(ประเทศ)” ของเราครั้งนี้ ไม่สำเร็จและต้องล้มเหลวไปเพราะความไม่เข้าใจว่า  “การปฏิรูป(ประเทศ)” คือ อะไร
       เนื่องจาก ประเทศไทยอาจมี “โอกาส”เช่นนี้ ไม่มากนัก   หรือบางที  เรา(คนไทย) อาจจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกเลยในอนาคต ก็ได้
        
       *******************************************
        
       ●●ถ้าเราจะปฏิรูป(ประเทศ)ให้สำเร็จสิ่งแรกที่เราต้อง “รู้”และ สิ่งแรกที่เราต้อง “ทำ” ในการปฏิรูป(ประเทศ)   คือ อะไร (?)
       เราทราบอยู่แล้วว่า  ในการทำการปฏิรูป(ประเทศ)เรามี “กฎหมาย” ที่เราจะต้องแก้ไขหรือยกเลิกอยู่เป็นจำนวนมาก  และแม้แต่ “มวลมหาประชาชนและกปปส.” เอง ก็ได้ระบุกฎหมายที่จะต้องแก้ไขอยู่หลายฉบับแต่เราทราบหรือไม่ว่าในบรรดากฎหมายจำนวนมากที่เราต้องแก้ไข ฯ นั้น  มีความสำคัญไม่เท่ากัน;ดังนั้น  ถ้าเราจะปฏิรูป(ประเทศ) ให้สำเร็จเราต้องทราบว่า  “กฎหมายที่มีความสำคัญที่สุด” ที่เราจะต้องแก้ไขหรือยกเลิกก่อนกฎหมายฉบับอื่น  คือ กฎหมายฉบับใด
       “กฎหมายที่มีความสำคัญที่สุด” ที่เราจะต้องแก้ไขหรือยกเลิกก่อน  หมายถึง   กฎหมายฉบับที่  ถ้าหากเราไม่แก้ไขหรือยกเลิกแล้ว  เราจะไม่สามารถแก้ “ปัญหาวิกฤตชาติ”ได้  โดยปัญหาจะกลับมาอีก  และการปฏิรูป (ประเทศ)ของเรา ก็จะล้มเหลว ;  กฎหมายที่มีความสำคัญที่สุดคือ  กฎหมายที่เป็น “ต้นเหตุ ”โดยตรงของ “วิกฤตชาติ” 
        
       “ปัญหาวิกฤตชาติ”ของเรา  คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั้นอย่างมโหฬาร(ทั้งโดยตรงและทางนโยบาย) ของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง  ที่เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ  โดยอาศัย “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา”ที่เราเรียกว่า “ระบบนายทุนสามานย์”
       เรารู้หรือไม่ว่า  “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา”เกิดมาจากบทมาตราเพียง ๓ มาตรา(ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น)ที่บัญญํติอยู่ในรัฐธรรมนูญของเราเองนั่นเองโดย “นายทุนพรรคการเมือง”  ได้อาศัยบทมาตรา ๓ มาตรานี้เป็น “เครื่องมือ” ในการผูกขาดอำนาจรัฐ ด้วยการ “ซื้อขาย” เสียงในการเลือกตั้งเพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งของเขาชนะการเลือกตั้ง และ “ซื้อ ส.ส.” ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ ส.ส. อยู่ในสังกัดพรรคการเมืองของเขาและยกมือออกเสียงตาม “มติสั่งการ” ของพรรคการเมืองเพื่อประโยชน์ในกิจการของตนเองและพรรคพวก
         รัฐธรรมนูญของเรา เป็นรัฐธรรมนูญเพียงฉบับเดียวในโลก  ที่มีบทบัญญัติ ๓ มาตราตามนี้
       ; การที่ประเทศอื่นทั่วโลก เขาไม่เขียนรัฐธรรมนูญเหมือนของเรา  ก็เพราะว่า   วงการวิชาการของเขา รู้ดีว่า ถ้าเขียนเช่นนี้แล้วอะไรจะเกิดอะไรขึ้น  แต่เรา (คนไทย) ไม่รู้
        
       เมื่อเรา “รู้” แล้วว่า “สาเหตุ”ของวิกฤตชาติของเราเกิดจาก “กฎหมาย” ฉบับใด  ดังนั้นสิ่งแรก ที่เราจะต้อง“ทำ” ในการปฏิรูป(ประเทศ)” ก็คือ การขจัดสาเหตุของวิกฤตชาติ ซึ่งได้แก่ การยกเลิกบทมาตรา ๓ มาตรา(ดังกล่าว)ออกจากรัฐธรรมนูญของเรา  และเราจะต้อง “ทำ”โดยเร็ว คือ  ยกเลิกบทมาตรา ๓ มาตรา“ก่อนการเลื่อกตั้งทั่วไปครั้งใหม่”
       ด้วยเหตุผลอย่างง่าย ๆ ที่ทุกคนเข้าใจได้โดยไม่ต้องการคำอธิบายใด ๆ  คือ ถ้าเราไม่ยกเลิกบทมาตรา ๓ มาตรา  อันเป็น “ต้นเหตุ” และเป็น “เครื่องมือ”ของ การผูกขาดอำนาจของนายทุนพรรคการเมืองและการคอร์รัปชั่นอย่างโหฬารแล้ว;ไม่ว่าเราจะไปแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายอื่น ๆ เป้นจำนวนมากเพียงใด เพียงใดการผูกขาดอำนาจของนายทุนพรรคการเมืองและการคอร์รัปชั่นอย่างโหฬาร ก็จะกลับมาอีกเพราะเรายังไม่ได้กำจัด “ต้นเหตุ” ของปัญหาฯ
       และเหตุการณ์เช่นนี้ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ คือ  ภายหลังที่เรามีการปฏิวัติในปี พ.ศ. ๒๕๔๙  และนำรัฐธรรมนูญทที่เรายกร่างขึ้นใหม่  คือ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มาใช้แทนที่ รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๔๐  ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ จะเพิ่มเติมบทบัญญัติ ว่าด้วย ระบบศาล / คณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ / องค์กรอิสระ ให้เข้มแข้งมากเพียงใด  แต่ถ้าเราไม่ยกเลิกบทมาตรา ๓ มาตรา (ที่สร้าง “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมิองนายทุน ในระบบรัฐสภา”)นี้ออกไปแล้วพรรคการเมืองนายทุนก็จะใช้ “การเลือกตั้งและการซื้อเสียง”กลับเข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐได้อืกดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้
               และในปัจจุบันนี้ผู้เขียนคงไม่จำเป็นที่จะต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า  เพราะเหตุใด  “รัฐบาล” และ “พรรคการเมืองที่ผูกขาดอำนาจรัฐ” อยู่ในขณะนี้ (พฤษภาคม ๒๕๕๗) จึงต้องการที่จะให้มี “การเลือกตั้งครั้งใหม่” โดยเร็ว   โดยยังไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และยกเลิก ๓ มาตรานี้เสียก่อน  (โดยอ้างว่า จะขอเลือกตั้งก่อน “การปฏิรูปฯ”)
        
       การมองเห็นหรือมองไม่เห็น  “กฎหมายที่สำคญที่สุดที่จะต้องแก้ไขหรือยกเลิกเป็นฉบับแรก (ในการปฏิรูป(ประเทศ)”มีความสำคัญอย่างไร (?)
       ท่านผู้อ่านหลายท่าน อาจจะเห็นว่า การที่จะมองเห็นหรือมองไม่เห็น “กฎหมายฉบับที่สำคญที่สุด” ที่จะต้องแก้ไขหรือยกเลิกเป็นฉบับแรกในการปฏิรูปประเทศ  ไม่มีความสำคัญอย่างไร  เพราะในการทำการปฏิรูปประเทศนั้น  มีกฎหมายที่จะต้องแก้ไขหรือยกเลิกเป็นจำนวนมาก ;  ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายฉบับใดที่มี “ปัญหา”ไม่ว่าปัญหานั้นจะมีมากหรือมีน้อยก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ทั้งสิ้น; การที่จะแก้ไข “ก่อนหรือหลัง”  ก็ไม่น่าจะมีความสำคัญแตกต่างกันมากนัก
             แต่สำหรับผู้เขียน   การมองเห็นหรือมองไม่เห็น “ความสำคัญของกฎหมายฉบับที่สำคัญที่สุดที่จะต้องแก้ไขหรือยกเลิกในการปฏิรูป(ประเทศ)เพราะเป็นต้นเหตุของความเลวร้าย -viceนั้น  มีความสำคัญมากเพราะการมองเห็นหรือมองไม่เห็น “กฎหมายฉบับแรก”นี  มิใช่เป็นเรื่องของการแก้ไขกฎหมาย ว่า การแก้ไขกฎหมายฉบับใด จะมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด
       แต่ การมองเห็นหรือมองไม่เห็น ฯ นี้มีความสำคัญ  เพราะเป็น “ข้อเท็จจริง” ที่ทำให้ผู้เขียนสามารถทราบได้ล่วงหน้าว่าผู้ที่จะทำการปฏิรูป (ประเทศ)  มี“ความสามารถ” และมี “ความรู้” พอ  ที่จะทำการปฏิรูป ประเทศ ได้ (สำเร็จ)  หรือไม่
        
       ผู้ใดก็ตาม ที่มองไม่เห็นแม้แต่ “กฎหมายฉบับที่สำคัญที่สุดที่จะต้องแก้ไขหรือยกเลิกในการปฏิรูป (ประเทศ)”  ย่อมเป็นที่คาดหมายได้ว่า ผู้นั้นไม่มี “ความสามารถ” และไม่มี “ความรู้”พอที่จะทำการปฏิรูป(ประเทศ)ได้เพราะแม้แต่เรื่องที่ง่ายที่สุดในการปฏิรูป(ประเทศ)คือการวิเคราะห์ให้เห็น“กฎหมาย”  ที่เป็นต้นเหตุของ “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา” (และทำการยกเลิก)  ยังไม่สามารถกระทำได้แล้วก็น่าจะเป็นที่แน่นอนว่าผู้นั้นไม่มี “ความสามารถ” และไม่มี “ความรู้”พอที่จะเสนอ “วิธีการ” แก้ปัญหาวิกฤตชาติ และทำการปฏิรูป(ประเทศ)ให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน  เพราะการปฏิรูป(ประเทศ) ประกอบด้วยการแก้ไข “กฎหมาย” จำนวนมาก
       ในการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จ  ผู้ที่ทำการปฏิรูป นอกจากจะต้องมองเห็นความสำคัญของกฎหมายแต่ละฉบับแล้วและในส่วนที่ยากที่สุด  ก็คือ  กฎหมายแต่ละฉบับนั้น  ต้องการการวิจัยและการเขียน(ออกแบบ) กฎหมายที่มีกลไกบริหารที่ “ดี”เพื่อแก้ปัญหาในแต่ละเรื่อง   ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เรา “พูด ๆ” กันอยู่บนเวทีสาธารณะทุกวันนี้
       การที่จะแก้ไข “ระบบรัฐสภา” ให้เป็นระบบ rationalized system ที่ทำให้การบริหารประเทศมีประสิทธิภาพ (ตามที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาทำมานานกว่ากึ่งศตวรรษแล้ว)ยากมากกว่า การวิเคราะห์ให้เห็นและการยกเลิกบทมาตราเพียง  ๓ มาตราของรัฐธรรมนูญ (อันเป็นต้นเหตุของ “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา”)หลายเท่า
       ต่อไปนี้  เราลองมาศึกษาดูว่า  ในขณะที่เราพูดกันถึง “การปฏิรูป(ประเทศ)”  กันอยู่นี้  กลุ่ม “ชนชั้นนำ”ของเรามีความเข้าใจ ““การปฏิรูป(ประเทศ)”กันมากน้อยเพียงใด 
        
       ●●ความเข้าใจ “การปฏิรูป(ประเทศ)”  ของชนชั้นนำบางกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ (โมฆะ)
       กลุ่มบุคคลที่ผู้เขียนจะนำมาพิจารณา  ก็คือ (๑) มวลมหาประชาชน และ “กปปส.”(๒) พรรคประชาธิปัตย์  และผู้นำของพรรคประชาธิปัตย์โดยจะพิจารณาดูจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เกิดขึ้นจริง  ;
        
       มวลมหาประชาชน  และ “กปปส.”(ความคิด “การปฏิรูปการเมือง)
       มวลมหาประชาชน  และ “กปปส.”ได้พูดถึงการเผด็จการและการผูกขาดอำนาจ  ของ “ระบอบทักษิณ” อย่างมากมาย  โดยมวลมหาประชาชน และ “กปปส.”ได้อภิปรายบนเวทีสาธารณะเปิดเผยให้เรา (คนไทย) ได้ยินและได้เห็นถึงความเลวร้ายของ “ระบอบทักษิณอยู่ทุกคืนทางทีวีช่อง blue sky ซึ่งจนถึงขณะนี้ ก็เป็นเวลาติดต่อกันมานานกว่า ๖  เดือนแล้ว ก็ยังไม่หมด
       “กปปส.” พูดถึง “การปฏิรูป(ก่อนการเลือกตั้ง)”โดยได้เสนอให้จัดตั้ง “สภาประชาชน” (ที่มาจากกลุ่มนา ๆ อาชีพ)และพูดถึงการต้องแก้กฎหมายในเรื่องต่าง ๆ มากมายสารพัดเรื่อง เช่น  การแก้ไขระบบตำรวจ /การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด / การแก้ไขไมให้คดีทุจจรตคอร์รัปชั่นมีกำหนดอายุความ  / ฯลฯ
       และในที่สุด (ต้นเดือนเมษายน)  กปปส.” ได้พูดถึงการจะใช้“อำนาจรัฏฐาธิปัตย์” ของมวลมหาประชาชน ในการแต่งตั้ง “นายกรัฐมนตรี” คนใหม่ หลังจากที่ได้ขับไล่นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันให้ออกไปแล้ว
        
        แต่สิ่งที่ท่านผู้อ่านอาจไม่ได้สังเกตก็คือ  มวลมหาประชาชน  และ “กปปส.” ไม่ได้พูดถึงและไม่เคยพูดถึง “ความจำเป็น” ในการยกเลิกบทมาตรา  ๓ มาตราในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเราตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ที่เป็น “ต้นเหตุ” ที่ทำให้เกิดระบบการผูกชาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุน (ในระบบรัฐสภา)   แม้แต่ครั้งเดียว   (?)(?) (?)
       พูดง่าย ๆ  ก็คือ “กปปส.” (และ มวลมหาประชาชน)  มองไม่เห็น “ความสำคัญ” ของกฎหมาย(บทมาตรา๓ มาตราของ รัฐธรรมนูญ) อันเป็น “ต้นเหตุ” ของการผูกขาดอำนาจของนายทุนพรรคการเมืองและเป็นบทมาตราที่นายทุนเจ้าของพรรคการเมือง ใช้เป็น “เครื่องมือ”ในการ “ซื้อ” ส.ส. ทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้เข้ามาสังกัดพรรคการเมือง และกำหนดให้ ส.ส.ในสังกัดพรรคการเมืองของตน ออกเสียงในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลประโยชน์ของนายทุนเจ้าของพรรคและพรรคพวก  อันเป็น “สาเหตุ” ของการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร ของ “ระบอบทักษิณ” ตามที่มวลมหาประชาชน และ กปปส. เองได้บรรยายความเลวร้าย -vice กันอย่างมากมายบนเวทีสาธารณะนั่นเอง
       [หมายเหตุ  นอกจากนั้น  ท่านผู้อ่านอาจไม่ได้สังเกตมวลมหาประชาชน  และ “กปปส.”ของเรา  ไม่เคยกล่าวบนเวทีสาธารณะ  ว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันของเราไม่ใช่ “ระบอบประชาธิปไตยแม้ว่า จะมีบางคนกล่าวว่า ระบอบทักษิณ เป็น “ระบอบนายทุนสามานย์”และปล่อยให้ “พรรคการเมืองนายทุนที่ผูกขาดอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบัน”  กล่าวอยู่ฝ่ายเดียวว่า เราเป็น”ประชาธิปไตย” ;  ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า   เพราะเหตุใด]
        
       แน่นอน การที่มวลมหาประชาชน  และ “กปปส.”  ได้ทำให้ เรา (คนไทย) มองเห็นความสำคัญของ “การปฏิรูป(ประเทศ)”และมองเห็น “ความจำเป็น” ที่ประเทศไทย จะต้องมีการ“ปฏิรูปประเทศ” เพื่อการดำรงอยู่ของประเทศ ก่อนที่ประเทศจะต้องล้มละลาย ไปเพราะ“ระบอบทักษิณ”(ในอนาคตอันไม่ไกลนัก)นั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับคนไทยทั้งประเทศ และ(เรา) คนไทยคงจะต้องร่วมกันปฏิรูป(ประเทศ)ให้สำเร็จให้ได้ในครั้งนี้ (พ.ศ. ๒๕๕๗)
                แต่อย่างไรก็ตาม การที่ “กปปส.” มองไม่เห็นความสำคัญของกฎหมายที่สำคัญที่สุด(บทบัญญัติ ๓ มาตราในรัฐธรรมนูญ) ที่ต้องทำการยกเลิกก่อน “การเลือกตั้งทั่วไป”และก่อนการแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ ได้ทำให้การเสนอ “วิธีการ” ในการปฏิรูป(ประเทศ”ของ “กปปส.” เกิดความผิดพลาดเช่นการเสนอให้มีการตั้ง “สภาประชาชน” จากนานาอาชีพโดยไม่มี “การเลือกตั้ง” / หรือ การแต่งตั้ง “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” ตามมาตรา ๗ ของรํฐธรรมนูญ /  หรือ  การคิดที่จะที่ใช้ “อำนาจรัฏฐาธิปัตย์” ของมวลมหาประชาชนในการรับสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ , ฯลฯ”)
       ซึ่งเป็นเหตุให้พรรคการเมืองนายทุนและนักการเมืองนายทุน (ที่ต้องการจะผูกขาดอำนาจรัฐต่อไปภายไต้ “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ฯ”ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน)ฉวยโอกาสนำเอา “จุดอ่อน” และ “ข้อบกพร่อง”ใน“วิธีการ การปฏิรูป(ประเทศ” ตามข้อเสนอของ “กปปส.” มาโต้แย้งและโจมตี “กปปส.”เอง
        
       ▪▪ข้อคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน(เกี่ยวกับการดำเนินการของ “มวลมหาประชาชน”  และ “กปปส.” )
       ผู้เขียนเชื่อว่า  ขณะนี้ เรา(คนไทย)ทั้งประเทศ ได้รับทราบข้อเท็จจริงที่เป็นความเลวร้ายของ “ระบอบทักษิณ” และเรา(คนไทย)ทั้งประเทศ ได้มองเห็น “ความจำเป็น” ที่จะต้องมีการปฏิรูป (ประเทศ)แล้ว หากแต่ว่า  เรา(คนไทย) ยังไม่ได้รับข้อเสนอใน “วิธีการ”ปฏิรูป(ประเทศ)” หรือ วิธีการแก้ปัญหาวิฤตชาติ ” ที่จะนำไปสูความสำเร็จได้โดยปราศจากข้อสงสัย
        ผู้เขียนคิดว่า มวลมหาประชาชน  และ “กปปส.”  มีความจำเป็นจะต้องทบทวน “ข้อเสนอ” เกี่ยวกับ “วิธีการ”การปฏิรูป(ประเทศ) เสียใหม่ โดยเร็วที่สุดเพื่อที่จะทำให้“วิธีการ การปฏิรูป(ประเทศ” ของมวลมหาประชาชน  และ “กปปส.” มีความเป็นไปได้และสามารถมองเห็นความสำเร็จได้
        
       และถ้า “มวลมหาประชาชน  และ “กปปส.”ทำได้สำเร็จ (หา “วิธีการ การปฏิรูป(ประเทศ” ที่มีความเป็นไปได้ ฯ) เรา (ประชาชนทุกกลุ่ม) จะได้ร่วมมือ พร้อมใจกัน “เริ่มต้น” ทำการปฏิรูป(ประเทศ) เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม กันเสียที โดยไม่ต้องมีผู้ใดหรือ “สี”อะไร  มาคิดว่า ตนเป็นลูกจ้างของบริษัทใหนใครเป็นเจ้าของบริษัทและ “ลูกจ้าง” จะไล่เจ้าของบริษัทได้หรือไม่
       ผู้เขีบนคิดว่า คนไทยทุกคน ต่างก็มี “หน้าที่” ในฐานะที่เป็นคนไทยและ “หน้าที่” ของคนไทยนั้น มีภาระมากกว่าหน้าที่ในตำแหน่งใด ๆไม่ว่า “ตำแหน่ง”นั้น ๆ จะเรียกชื่อว่า ตำแหน่งอะไร และมีความสูงส่งระด้บไหน
       ผู้เขียนไม่คิดว่า  “มวลมหาประชาชน  และ “กปปส.” จะปฏิรูปประเทศได้ทำได้สำเร็จ  ด้วยการจัดตั้ง “สภาประชาชน” จากนานาอาชีพ   (โดบไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง )หรือด้วยการมี “นายกรัฐมนตร” คนใหม่ที่เป็นกลาง  (ไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หรือ คำชี้ขาดของ ปปช. หรือไม่ ก็ตาม)
       แต่ผู้เขียนเห็นว่า  “มวลมหาประชาชน  และ “กปปส.”จะปฏิรูปประเทศได้ทำได้สำเร็จ ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญยกเลิก “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา” ประเทศเดียวในโลก  และ long march เดินจากกรุงเทพฯ ไป หัวหิน ขอพระราชทาน “รัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป(ประเทศ)”  ในฐานะที่พระองค์ท่าน  (ไม่ใช่แต่เฉพาะในฐานะที่พระองค์ท่านทรงเป็น “พ่อ” ของคนไทย ทีอยู่ในใจของทุกคน)  แต่ในฐานะที่ทรง เป็น “ประมุขของประเทศ”  และทรงเป็น “จอมทัพไทย ”  [  หมายเหตุ   “รัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป(ประเทศ)/”  คือ อะไร  จะได้กล่าวต่อไปในหัวข้อที่ ๒ นี้ ]
        
       -----------------------------------------------------------------------
       พรรคประชาธิปัตย์ (ความคิดใน “การปฏิรูปประเทศ” )
       จากการที่ติดตาม “นโยบาย” ของพรรคประชาธิปัตย์และ “การบริหารประเทศ(ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล)” มาโดยตลอด  ผู้เขียนไม่คิดว่า“การปฏิรูป(ประเทศ)” จะอยู่หรือเคยอยู่ใน “ความคิด”  หรือนโยบาย ของพรรคประชาธิปัตย์และของผู้นำของพรรคประชาธิปัตย์ โปรดดู “ข้อเท็จจริง” ดังต่อไปนี้
        
        
        ความคิด (เรื่อง  “การปฏิรูป(ประเทศ”)ใน “การเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗”
       ใน “การเลือกตั้งทั่วไป”ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗  ที่ผ่านมา  พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ส่งสมาชิกพรรคฯ เข้าสมัครรับเลือกตั้ง และ เท่าที่ปรากฎ  “เหตุผล” ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้อ้างในการไม่เข้าร่วมในการเลือกตั้งทั้วไปครั้งนั้น   ก็คือ  ไม่เชื่อว่า กลไกและการดำเนินการเลือกตั้งจะเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมฯลฯ ;พรรคประชาธิปัตย์และผู้นำของพรรคประชาธิปัตย์  ไม่ได้แสดงให้ปรากฎว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่จะทำ “การปฏิรูป(ประเทศ)”
       ผู้เขียนคิดว่า  การที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งสมาชิกพรรคฯ เข้าสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไป”ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗  น่าจะเป็นเพราะว่า พรรคประชาธิปัตย์ทราบดีว่า แม้พรรคฯ จะส่งสมาชิกพรรคฯ เข้าสมัครรับเลือกตั้ง  พรรคฯก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง   เพราะคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้ง  ก็คือ กลุ่มประชาชนของ “มวลมหาประชาชน” และ “กปปส.”นั้นเอง
        และดังนั้น ถ้าประชาชนที่เป็นกลุ่ม “มวลมหาประชาชน”ต้องการ “การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง” และไม่ไปออกเสียงเลือกตั้งหรือไปเลือกตั้งแต่(ออกเสียง)งดออกเสียงแล้ว  ก็เป็นที่คาดหมายได้ว่า  จำนวนผู้สมัตรรับเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์  ที่จะได้รับการเลือกตั้งเข้ามา คงจะเหลือน้อยมาก (มาก)
        
       และถ้าจะย้อนหลังไปดู ความคิดเรื่อง  “การปฏิรูป(ประเทศ)” ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนการเลือกตั้งทั้วไปวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗   คือดูย้อนไปถึงการบริหารประเทศของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลอยู่ ตั้งแต่ ต้น ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ จนถึงกลางปี พ.ศ. ๒๕๕๔เป็นระยะเวลาประมาณ ๒ ปี ครึ่ง(ตั้งแต่ เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ จนถึงการยุบสภาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. พ.ศ.๒๕๕๔) ก็ไม่ปรากฎว่า  พรรคประชาธิปัตย์ได้คิดจะทำการปฏิรูปประเทศ แต่ประการใด
       “คำแถลงนโยบาย ของ คณะรัฐมนตรี”ของพรรคประชาธิปัตย์  ในวันที่ ๒๙ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑ซึ่งมีความยาวประมาณ ๔๐ หน้าในหัวข้อที่ ๘ ว่าด้วย  “นโยบายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี” ในหัวข้อย่อย  ๘.๑ และ ๘.๒ ว่าด้วยประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน และ ว่าด้วย กฎหมายและการยุติธรรม  ก็เป็นเพียงการบรรยายไปตามสำนวนความตามปกติ ไม่มีการกล่าวถึงการปฏิรูปประเทศ ; และต่อมา  เมื่อมีกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศหลังจากมีเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓   คณะรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์  ก็ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับการปฏิรูป  ขึ้น ๒ คณะในกลางปี พ.ศ. ๒๕๕๓ (กรกฎาคม)  คือ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ  หรือ คปร.  ( โดยมี นายอานันท์  ปันยารชุน เป็นประธาน  และมีกรรมการอีก  จำนวน ๑๙ คน ไม่รวมประธาน ) และ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ (โดยมี นพ. ประเวส  วะสี เป็นประธาน  และมีกรรมการอีก  จำนวน ๒๗ คน) และดูเหมือนว่า(เท่าที่จำได้)  รัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณให้ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท; ผลงานของคณะกรรมการทั้งสองก็มีเท่าที่ปรากฎให้เห็น  และขณะนี้คณะกรรมการทั้งสองคณะก็สิ้นสุดวาระไปแล้ว
        และ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนครีในขณะนั้น) ก็ได้ออกมากล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางทีวีต่อสาธารณะครั้งหนึ่ง  ยืนยัน ว่า  “ระบบรัฐสภา”ของไทยเหมือนกับ “ระบบรัฐสภา”ของประเทศอังกฤษ[หมายเหตุ ทั้งที่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ น่าจะต้องทราบดีว่า  “ระบบรัฐสภา”ของไทย ไม่เหมือนกับ “ระบบรัฐสภา”ของประเทศอังกฤษ   เพราะประเทศอังกฤษ(ที่ไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร)นั้น  ส.ส.ของเขา ไม่ถูกบังคับให้สมัครรับเลือกตั้งโดยต้องสังกัดพรรคการเมือง  และพรรคการเมืองของเขาไม่มี “อำนาจ” ที่จะปลด ส.ส.ออกจากตำแหน่ง ส.ส. ได้ในกรณีที่ ส.ส.ของเขา  ไม่ออกเสียงในสภาตามมติสั่งการของ พรรคการเมือง ฯลฯ ]
        
       ข้อเท็จจริงเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ประสงค์ที่จะบริหารประเทศ ภายไต้  “ระบบรัฐสภา”ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของไทยฉบับปัจจุบัน  และไม่ประสงค์จะมีการเปลี่ยนแปลง (หรือปฏิรูป) “ ระบบรัฐสภา”  ดังกล่าว แต่อย่างใด
        
        ความคิดใน“การปฏิรูป(ประเทศ)” ของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับ “การเลือกตั้งทั่วไป”ครั้งใหม่(หลัง วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗)
       เราได้ทราบแล้วว่า  ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๗ (โดยเสียงข้างมาก)  ว่า การเลือกตั้งทั่วไป ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๖ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ(ซึ่งเราเรียกทั่ว ๆ ไป ว่า “โมฆะ”)เพราะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายในวันเดียวกันได้ทั่วราชอาณาจักร์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๘ วรรคสอง
              ปัญหาจึงมีว่า  พรรคประชาธิปัตย์ (และพรรคการเมืองอื่น ๆ) มีท่าทีและมีความคิดใน”การปฏิรูป (ประเทศ)” อย่างไร ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่
       ในการเตรียมการและหาแนวทางในการจัดการ “การเลือกตั้งทั่วไป ครั้งใหม่”   คณะกรรมการการเลือกตั่ง (กกต.) ได้กำหนดให้มีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือกับ “พรรคการเมืองต่าง ๆ”  ในวันที่ ๒๒เมษายน พ.ศ. ๒๕๗๗ (ณ โรงแรมมิราเคิล)  ซึ่งในการประชุมครั้งนั้น  ปรากฎว่า มี ผู้แทนและตัวแทนของพรรคการเมืองมาประชุมจำนวน ๖๔ พรรค (ในจำนวนพรรคการเมืองที่จดทะเบียนทั้งหมด ๗๓ พรรค) แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีผู้แทนหรือตัวแทนเข้าร่วมประชุมด้วย[หมายเหตุ   ปรากฎในสื่อมวลชนภายหลังว่า  พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า  มีข่าวเกี่ยวกับการลอบทำร้ายหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์หรือผู้แทนฯ ของพรรคที่จะไปร่วมประชุมดังนั้น ผู้แทนหรือตัวแทนขอพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่ได้ไปร่วมประชุม ]
        
       ผลของการประชุมเท่าที่ตามข่าวในสื่อมวลชน ปรากฎว่าทุกพรรคการเมืองมีความเห็นว่า  ควรมีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่โดยเร็วที่สุด  และคณะกรรมการการเลือกตั่ง (กกต.) มีหน้าที่ ที่จะต้องแก้ไขกฎและระเบียบต่าง ๆ เพื่อมิให้การเลือกตั้งมีอุปสรรคต่าง ๆ ขัดขว่างการเลือกตั้งตามที่ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วอีก[หมายเหตุ  ตามข่าวปรากฎด้วยว่า  ได้มีพรรคการเมืองพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง ได้ให้เงินไต้โต๊ะแก่พรรคการเมืองพรรคเล็กพรรคหนึ่ง ให้มารวบรวมพรรคการเมืองพรรคเล็ก ๆ ให้เป็นกลุ่ม  “สหพรรคการเมือง”  เพื่อให้กลุ่มนี้ ยื่นหนังสือให้แก่ กกต. เพื่อเร่งรัด ให้จัดการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ]
        
       ในการประชุมดังกล่าวไม่ปรากฎว่ามีพรรคการเมืองใดกล่าวถึง “การปฏิรูป(ประเทศ) ก่อนการเลือกตั้ง” และทุก ๆ พรรคการเมือง  มิได้มีความเห็นเกี่ยวกับ “ระบบการเลือกตั้ง”ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของเรา ที่มีบทบัญญัติบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง ฯลฯ แต่อย่างใด
       สำหรับ พรรคประชาธิปัตย์  เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีผู้แทนหรือตัวแทนเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวด้วยดังนั้น จึงไม่อาจทราบได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายเกี่ยวกับ “การปฏิรูป(ประเทศ)” อย่างไรใน“การเลือกตั้งทั่วไป ครั้งใหม่”  
        
       -----------------------------------------------------------------------
        
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  - นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ (ความคิดในเรื่อง “การปฏิรูป(ประเทศ)” )
        เราได้ทราบกันแล้วว่า ในเดือนเมษายน ๒๕๕๗หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะได้เสนอแผนเกี่ยวกับ “การปฏิรูป(ประเทศ)”ซึ่งปรากฎ เป็นข่าว ในหน้าหนึ่งของสื่อมวลชนหลายฉบับและที่เป็นที่สนใจของคนทั่วไป
       แต่โดยที่แผนเกี่ยวกับ “การปฏิรูป(ประเทศ)” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  เป็นแผนที่มีเงื่อนไขกำหนดไว้ว่า จะต้องดำเนินการตามแผน  ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง;  และ ในขณะนี้(พฤษภาคม) ปรากฎว่า  ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ไปแล้วว่า ให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง ; ดังนั้น แผนเกี่ยวกับ“การปฏิรูป(ประเทศ)” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฯนี้  จึงสิ้นผล และไม่สามารถนำมาดำเนินการได้
        
             แต่อย่างไรก็ตาม  คงเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ผู้เขียนได้สนใจติดตามวิเคราะห์เหตุการณ์ที่สำคัญในทางกฎหมายมาแล้วหลายกรณี (เช่น  การวิเคราะห์การยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ๒-๓ ฉบับ รวมทั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ ปี พ.ศ. ๒๕๕๐  และคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยที่สำคัญของศาลหลายศาล ในหลายคดี)    โดยมีความมุ่งหมายเพียงเพื่ออยากจะทราบ“มาตรฐานความรู้ทางกฎหมายมหาชน” ของวงการวิชาการไทย
       ในครั้งนี้ ก็เช่นเดียวกัน  ผู้เขียนคงต้องขอนำแผนฯ ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฯ ดังกล่าว มาทำการวิเคราะห์ต่อไป แม้ว่า แผนฯ ของ” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฯ จะไม่สามารถนำมาดำเนินการได้ เพราะไม่สามารถเป็นไปได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้แล้วก็ตาม  ;ผู้เขียนวิเคราะห์แผนนี้ เพื่อประเมิน “คุณภาพ” ของแผนฯ (โดยสมมติว่า  ถ้าหากมีการนำแผนนี้มาใช้จริง  แผนนี้จะทำให้การปฏิรูป (ประเทศ) มีผลสำเร็จ ได้หรือไม่)  และ เพื่อประเมิน ระดับ “ความคิด” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่เป้นชนชั้นนำคนสำคัญคนหนึ่งในทางการเมืองของประเทศไทย
        
                ◊“แผนเดินหน้าประเทศไทย - ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญ” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗)
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ)ได้เริ่มเปิด “ความคิดเห็น” ของตน (ในลักษณะเป็น กึ่งความเห็นส่วนตัว)ต่อสาธารณะด้วย “วิธีการ” ที่เห็นได้ชัดว่า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้กำหนด “วิธีการเสนอแผนฯ” นี้   โดยประสงค์จะให้เป็นโอกาสสำคัญที่ตนเอง  จะได้แสดงวิสัยทัศน์ -visionในฐานะที่เป็น “ผู้นำ ”คนสำคัญคนหนึ่งของประเทศกล่าวคือ
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ฯ  ได้ให้ข่าวในสื่อมวลชน  ๒ ครั้งก่อนที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะมีการแถลง “สาระ” ของแผนฯ  คือ ครั้งแรก ในวันที่ ๒๑ เมษายน (ก่อนการประชุมของ กกต.วันที่ ๒๒ เมษายน)   หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ)ได้แถลง ณ ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ว่า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หวังว่า  เวทีนี้(การประชุม ของ กกต.  ในวันที่ ๒๒ เมษายน)  จะหาคำตอบให้แก่ประเทศมากกว่าหาคำตอบให้พรรคการเมือง   พรรคฯเชื่อว่า  “การเลือกตั้ง” ต้องเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบให้กับประเทศ และต้องเกิดขึ้นโดยเร็วแต่ต้องเป็นการเลือกตั้งโดยสงบเรียบร้อย สุจริตเที่ยงธรรม ดังนั้น สิ่งที่ต้องหารือกัน  คือ  (๑) ต้องช่วยกันทำให้กระบวนการเลือกตั้งเป็นคำตอบของประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดวิถีนอกรัฐธรรมนูญ และความรุนแรง   และ (๒) ต้องทำให้ประชาชนยอมรับและศรัทธาในการเลือกตั้ง และการเลือกตั้งต้องเป็นไปอย่างเสรี
                ต่อมา ครั้งที่สอง ในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๗  ปรากฎเป็นข่าวว่า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ)  ได้ออกแถลงการณ์ เป็นคลิปวีดีโอ และเฟซบุ๊กส่วนตัว “อภิสิทธิเดินหน้าและหาคำตอบให้ประเทศ”ว่า  หนทางเดียวที่จะผลักดันให้ประเทศเดินหน้าไปได้  คือ  การปฏิรูปที่จะต้องดำเนินการภายไต้รัฐธรรมนูญและความเป็นประชาธิปไตย  และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เองประสงค์จะเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้ริเริ่มแก้ไขโดยตนจะเริ่ม  กระบวนการพบปะบุคคลต่าง ๆ  เพื่อหาคำตอบให้แก่ประเทศ
               และ หลังจากนั้น  ในวันที่๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗(๑๐ วันเศษนับแต่การแถลงข่าวครั้งแรก)  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ) จึงได้แถลง “แผนเดินหน้าประเทศไทย - ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญ”ต่อสาธารณะ ที่โรงแรมสุโกศล  ถนนศรีอยุธยา
        
       ปัญหามีว่า “แผนเดินหน้าประเทศไทย - ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญ” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(หากนำมาใช้)  จะแก้ “ปัญหาวิกฤตชาติ” และทำ“การปฏิรูป (ประเทศ)”  ให้สำเร็จได้หรือไม่
        ผู้เขียนเชื่อว่า   “ปัญหาของประเทศ”  ที่เรา(คนไทย)ทุกคนคิดว่า  ควรจะเป็นเป้าหมายของแผนเดินหน้าประเทศไทย - ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญฯ ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาของชาติ  ๒ ประการ คือ  ปัญหาแรก ปัญหาวิกฤตชาติ”  ได้แก่ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง   และ ปัญหาที่สอง   “ปัญหาการปฏิรูป(ประเทศ” ได้แก่ การทำให้การบริหารประเทศภายไต้ “ระบบรัฐสภา”ของเรา มีประสิทธิภาพ
               ในการประเมินแผน ฯ ดังกล่าว   ผู้เขียนจะเริ่มต้นด้วยการตรวจดู “สาระ” ของแผนฯ ก่อน  และต่อจากนั้น จึงจะทำการวิเคราะห์
        
       (๑) สาระของ“แผนเดินหน้าประเทศไทย - ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญ”
       สาระของแผนเดินหน้าประเทศไทย ฯของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตาม “รูปแบบ” ที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้นำเสนอต่อสาธารณะมีหัวข้อที่สำคัญ ดังนี้
       (ก)จุดหมายของแผนฯ (ซึ่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เรียกว่า “ความเสี่ยงที่ต้องหลึกเลี่ยง”)หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กำหนดให้แผนฯ(มีจุดหมาย)เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ ๓ ประการ คือ (๑) การสูญเสียชีวิตจากการขัดแย้งทางการเมือง; (๒) การสูญเสีย “ประชาธิปไตย”  คือ การเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญ (คงหมายถึง การรัฐประหาร); (๓) การนำเอา “สถาบัน” /ศาล / และองค์กรอิสระ เข้าสู่ความขัดแยัง 
       (ข) หลักการของแผนฯแผนฯ มี”หลักการ” ๔ ประการ  คือ  (๑) ทำการปฏิรูปทันที  สร้างความชอบธรรมเพื่อรองรับให้มีการปฏิรูปต่อเนื่องเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย; (๒)ในระหว่างกระบวนการปฏิรูป  ให้มี “รัฐบาล” และ“สภา” ที่เป็นไปตามกฎหมายและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย; (๓)  “การเลือกตั้ง”  เป็นไปโดยเสรี สุจริต  และเที่ยงธรรม  เป็นที่ยอมรับของประชาชนและทุกพรรคการเมือง;   (๔) คดีความที่มีอยู่  ต้องดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตามหลักนิติรัฐนิติธรรม
        
       (ค) ขั้นตอนการดำเนินการของแผนมี ๑๐  ขั้นตอน ดังนี้
       (๑)  ชลอการตราพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง
       (๒)  ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แก้ไขระเบียบเพื่อให้การบริหารการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมรวมทั้ง การใช้ “นโยบายประชานิยม” ที่เสียหายต่อประเทศ
       (๓)  ให้ “เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป” ร่วมกัน “กปปส.”  จัดตั้ง “สภาปฏิรูป”และให้”สภาปฏิรูป” กำหนดประเด็นในการปฏิรูปโดยเรียงลำดับความสำคัญ และกำหนดกรอบเวลาในการปฏิรูปแต่ละด้านโดยให้ใช้เวลาประมาณ ๑๕ - ๓๐ วัน
       (๔)  จัดทำ “ประชามติ” เพื่อให้ความเห็นชอบใน “สภาปฏิรูป” และ “ประเด็นของการปฏิรูป”ภายใน ๙๐ วันด้วยการสนับสนุนของพรรคการเมืองทุกพรรค
       ให้ “งาน ของสภาปฏิรูป” (ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง)ผูกมัด “รัฐบาล”และ สภา” หลังการเลือกตั้ง
       (๕)  ในการจัดทำประชามติ ให้ทุกฝ่ายอำนวยความสะดวกให้ทุกพรรคการเมืองสามารถรนณรงค์เกี่ยวกับการปฏิรูปได้อย่างเสรี และสร้างบรรยากาศของการเลือกตั้ง
       (๖)  เปิดทางให้มี “รัฐบาลเฉพาะกาล”โดยความเห็นพ้องของทุกฝ่าย  เพื่อมาบริหารจัดการการทำประชามติและการเลือกตั้งโดยให้นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนำคณะรัฐมนตรีลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
       ให้ประธานวุฒิสภา  เป็นผู้สรรหา “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีใหม่”  ที่จะเป็น “รัฐบาลเฉพาะกาล”จากบุคคลที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายโดยไม่มีนักการเมืองและพรรคการเมือง
       (๗) คณะรัฐมนตรีใหม่” ไม่มี “อำนาจทางนิติบัญญัติ” (ไม่มี อำนาจตรากฎหมาย)
       (๘)   ให้มี “การเลื่อกตั้งครั่งใหม่” ภายใน ๔๕ -๖๐ วันหลังประชามติ  โดยทุกพรรคการเมืองต้องยืนยันว่า จะสนับสนุนการทำงานของ “สภาปฏิรูป”; หากไม่ทำตามถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีความผิดถึงยุบพรรค และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
       (๙)  “รัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎรใหม่” หลังการเลือกตั้งต้องนำ “ข้อเสนอการปฏิรูปด้านการเมือง”ของสภาปฏิรูป  ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑ ปีแล้วจัดให้มี “การเลือกตั้งใหม่”
       (๑๐)ประเด็นการปฏิรูปอื่น  ให้ดำเนินต่อไปหลัง “การเลือกตั้ง” ในข้อ ๙  ตามวิธีการตามปกติ 
        
       ในการเสนอแผนฯ(วันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗)  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) กล่าวสรุปเพิ่มเติม ว่า ข้อเสนอของตนไม่มีฝ่ายไหนจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซนต์นักการเมืองในพรรครัฐบาลจะถอยออกไปในระยะเวลาสั้น ๆ และจะมีสิทธิลงสมัตรรับเลือกตั้งในปัจจุบัน ภายในเวลา ๕ - ๖ เดือน และ “กปปส.”จะได้รัฐบาลที่เป็นกลางและได้ “สภาปฏิรูป”  โดยในการเสนอแผน ฯ ครั้งนี้ตนเองไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ และจะไม่รับตำแหน่งหรือมีสถานะการเมืองใด ๆ
                   หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)จะส่งข้อเสนอนี้ไปยัง ๒ ฝ่าย (นายกรัฐมนตรีรักษาการ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) และ กปปส.) โดบจะส่งข้อเสนอนี้เป็นลายลักษณ์อักษรไปให้นายกรัฐมนตรีรักษาการ(ในวันที่ ๖ พฤษภาค) ให้คำตอบก่อน(ยอมรับการถอยออกไปจากการเมืองเป็นเวลา ๕ - ๖ เดือน) และจะสื่อสารไปยัง กปปส.ว่า ถ้านายกรัฐมนตรีรับหลักการนี้ กปปส.จะเดินหน้าประเทศไทยไปด้วยกันอย่างนี้ด้วยหรือไม่
        
       ข้อวิเคราะ “แผนเดินหน้าประเทศไทยฯ” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ตามความเห็นของผู้เขียน)
       ได้กล่าวแล้วว่า  ดูเหมือนว่า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้กำหนด “วิธีการเสนอเผนฯ”นี้    โดยประสงค์จะให้เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แสดงวิสัยทัศน์-visionในฐานะที่เป็น “ผู้นำ”คนสำคัญคนหนึ่งของประเทศซึ่งทำให้ “สาระ” ของ “แผนเดินหน้าประเทศไทย-ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญ” อองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีความสำคัญเป็นพิเศษ สำหรับการวิเคราะห์
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ได้กำหนดและไปพบนักการเมือง นักวิชาการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงหลายท่านเพื่อนำความคิดเห็นที่ได้รับฟังมาประมวลเข้าเป็น “แผนปฏิบัติการ” คือ  แผนเดินหน้าประเทศไทย - ปฏิรูปภายไต้กรอบรัฐธรรมนูญ” นี้   
       ปัญหามีว่า  หากดำเนินการตาม  “แผนเดินหน้าประเทศไทย ฯ” ตามขั้นตอน ที่กำหนดไว้แล้ว ประเทศจะแก้ปัญหา “วิกฤตชาติ”  หรือ “ปฏิรูป(ประเทศ)” ให้สำเร็จได้หรือไม่
                  
               เมื่อผู้เขียนได้อ่าน “ แผนเดินหน้าประเทศไทย- ปฏิรูปภายไต้กรอบรัฐธรรมนูญ” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)แล้ว ผู้เขียนคิดว่า(แม้ว่า จะสมมติว่า  แผนของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฯ ดังกล่าว  ได้นำมาใช้ได้ครบทุก “ขั้นตอน” ด้วยความเห็นชอบของทุกฝ่าย” ตามเงื่อนไขที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ฯ ได้กำหนดไว้)  แผนเดินหน้าประเทศไทยฯ คงจะไม่ประสบความสำเร็จ  คือ ประเทศไทยคงจะไม่สามารถแก้ปัญหา“วิกฤตชาติ”ได้ ”ระบอบทักษิณ” จะกลับมาอีกหลังจาก “การเลือกตั่งทั่วไปครั้งใหม่”  และการ“ปฏิรูป (ประเทศ)“ของประเทศไทย  ก็คงจะไม่เกิดขึ้น
         การเสนอ “แผนเดินหน้าประเทศไทย ฯ “ครั้งนี้   หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) อาจกระทำการในสิ่งที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า  add  comfusion  to confusionsโดยไม่จำเป็น   เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้  เราคนไทยก็มี comfusionsที่มาจากนักกฎหมายและนักวิชาการของเรามากเกินพออยู่แล้ว
        
       อนึ่ง  ขอเรียนว่า ความเห็นของผู้เขียนคงจะพิจารณาเพียงว่า  ข้อเสนอของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) จะทำการ”ปฏิรูป (ประเทศ)” และแก้ไขปัญหาวิกฤตชาตเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งได้หรือไม่ได้เท่านั้น
       โดยในการวิเคราะห์ของผู้เขียน   ผู้เขียนจะไม่มีความเห็นเหมือนกับนักวิชาการบางท่าน หรือนายทุนนักการเมือง(ตามที่ปรากฎเป็นข่าวอยู่ในหน้าสื่อมาลชนในขณะนี้  พฤษภาคม ๒๕๕๗)ว่า  ข้อเสนอของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)  เป็น “ประชาธิปไตย”  หรือไม่ เป็น “ประชาธิปไตย” 
       เพราะตามความเห็นของผู้เขียนการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญของไทยในปัจจุบัน  (ที่บังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง และ ให้พรรคการเมืองมี “อำนาจ” ให้ ส.ส.ที่ไม่ออกเสียงในสภา ตาม “มติสั่งการ” ของพรรคการเมือง  พ้นจากตำแหน่งได้) นั้นไม่ใช่  democratic  processและ รัฐธรรมนูญของประเทศไทยฉบับปัจจุบัน ไม่ใช่ “ระบอบประชาธิปไตย” อยู่แล้ว  และเพราะเหตุนี้เอง  จึงทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการ “ปฏิรูป (ประเทศ”
        
       การที่ผู้เขียนมีความเห็นว่า  “แผนเดินหน้าประเทศไทย-ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญ”ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะเหตุผลสำคัญ ๒ ประการ คือ
       ประการแรก (ว่าด้วย ความมุ่งหมาย ของ แผนฯ)  “แผนเดินหน้าประเทศไทย-ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญ”ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ไม่มีการกำหนด “ความมุ่งหมาย” หรือ พูดง่าย ๆ กืคือ เป็นแผนที่ไม่มี “เป้าหมาย”
       แตกต่างกับ การกระทำของ “มวลมหาประชาชน” และ “กปปส.” ที่ประกาศอย่างชัดแจ้งว่า การกระทำของ มวลมหาประชาชนและกปปส. ได้กระทำไปโดยมี “เป้าหมาย”  คือ  เพื่อการ “ล้มล้างระบอบทักษิณ” และ เพื่อการ “ปฏิรูป(ประเทศ”หากแต่ว่า “มวลมหาประชาชน” และ “กปปส.” ไม่สามารถกำหนด “วิธีการ” ที่เป็นรูปธรรม ที่ทำให้สามารถคาดหมายได้ว่า  เมื่อทำตาม “วิธีการ” ที่กำหนดไว้แล้ว  “การปฏิรูป(ประเทศ)” จะสำสำเร็จได้
        แต่“แผนเดินหน้าประเทศไทย ฯ”ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนว่า ตั้งใจจะกำหนด “ความเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยง”ไว้ให้เป็น “เป้าหมายของแผน”  คือ  กำหนด ความเสี่ยงที่ “ต้อง” หลีกเลี่ยงในการดำเนินการตามแผน ไว้ ๓ ประการ  คือ (๑) การสูญเสียชีวิตจากการขัดแย้งทางการเมือง ; (๒) การสูญเสีย “ประชาธิปไตย”  คือ การเปลี่ยนแปลงนอกรัฐธรรมนูญ (คงหมายถึง การรัฐประหาร); (๓) การนำเอา “สถาบัน”ศาล และองค์กรอิสระ เข้าสู่ความขัดแยัง ; และ การที่ต้องหลีกเลี่ยง” ความเสี่ยงที่กำหนดใว้ให้ “ต้อง” หลีกเลี่ยงไว้ทั้งหมด  ก็หมายความว่าแผนฯ ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ย่อมไม่สามารถกำหนด “เป้าหมาย” ได้
       ผู้ขึยนคิดว่าใน “การวางแผน”นั้นก่อนอื่น  ผู้วางแผนจะต้องกำหนด“เป้าหมาย” ของแผนให้ชัดเจนและต่อจากนั้น  ก็จะกำหนด “วิธีการ”ในการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุ “เป้าหมาย”ที่แผนกำหนดไว้  โดยจะต้องพยายามลด “ความเสี่ยง” ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ทั้งนี้ โดยจะระบุ “ความเสี่ยง”ทึ่พึงระวังหรือควรหลีกเลี่ยงไว้ด้วยก็ได้
       แต่ในการวาง“แผนเดินหน้าประเทศไทย ฯ”ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ดูเหมือนว่า หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ได้วางแผนโดยมีแนวความคิดที่กลับทางกันคือ  เอา”ความเสี่ยง”มาเป็น “เป้าหมาย” ของการวางแผนโดยกำหนด “ความเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยง”ไว้ โดยไม่มีการกำหนด “เป้าหมาย” ของแผน   และกำหนด “วิธีการ”  สำหรับให้ฝ่ายต่าง ๆ( ที่ขัดแยังกัน)  ตกลงกันดำเนินการในเรื่องต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในแผน; ซี่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้แจงไว้ว่า การดำเนินการตามแผนนี้ ไม่มีฝ่ายไหนจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซนต์ซึ่งหมายความว่าทำ “ได้”เท่าใดก็“เอา”เท่านั้น
        ผู้เขียนคิดว่า   การกำหนด “แผน”โดยไม่มีเป้าหมาย” เช่นนี้ ในที่สุด ก็จะไม่ได้อะไรเลย; การวางแผน คงไม่ได้ทำไปเพื่อให้ใครหรือผู้ใด “ได้” อะไร เท่าใด  แต่การวางแผน  คงต้องกระทำเพื่อแก้ “ปัญหาประเทศ”  ; หากเป็นเช่นนี้  การดำเนินการตามแผนฯ ดังกล่าของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  วก็จะไม่สามารถแก้ “ปัญหาวิกฤตชาติ”(การทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง)ได้  และ ไม่สามารถทำให้ “การปฏิรูป(ประเทศ)” (การทำให้การบริหารประเทศ ใน “ระบบรัฐสภา” มีประสิทธิภาพ)สำเร็จ ได้
       ผลสรุป ก็คือ  การดำเนินการตาม“แผนเดินหน้าประเทศไทย-ปฏิรูปภายไต้รัฐธรรมนูญ”ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (แม้ทำได้จริง)ก็จะเสียเวลาโดยไม่เกิดประโยขน์อย่างใด  และประเทศไทยคงจะยังอยู่ในสถานการณ์เดิม
        
        
       ประการที่สอง( “วิธีการดำเนินการ” ตาม แผนฯ)  “วิธีการดำเนินการ”  ตามที่กำหนดใน“แผนเดินหน้าประเทศไทยฯ ”ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  สามารถนำไปปฏิบัติได้ เพียงใด
            นอกเหนือไปจากการไม่ได้กำหนด “เป้าหมาย”ของแผนไว้  ซึ่งทำให้ “วิธีดำเนินการ” ที่กำหนดไว้ในแผน ดำเนินไปโดยไม่มีทิศทางแล้ว   ข้อที่สมควรจะพิจารณาอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือ  “วิธีดำเนินการ” ที่กำหนดไว้ในแผน จะสามารถนำไปปฏิบัติได้เพียงใด
       ผู้เขียนคิดว่า   “วิธีการดำเนินการ”  ตามที่กำหนดไว้ใน“แผนเดินหน้าประเทศไทยฯ ”ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในหลาย ๆ ข้อไม่สามารถปฏิบัติได้
        
       ก่อนอื่น   เพื่อที่ท่านผู้อ่านจะได้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า  เพราะเหตุใด  ผู้เขียนจึงมีความเห็นเช่นนี้ ; ผู้เขียนขอสรุป“วิธีดำนินการตามแผน ฯ” ที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เสนอไว้๑๐ ขั้นตอนนั้นเสียใหม่  เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ดังนี้
        
       แผนเดินหน้าประเทศไทย“ปฏิรูปภายไต้กรอบรัฐธรรมนูญ” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์จะใช้ระยะเวลาประมาณ ๑ ปี ๖ เดือนโดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้แยกออกเป็น ๒ ช่วงระยะเวลาดังนี้
       (๑) ช่วงระยะเวลาแรก มีเวลารวมกันประมาณ ๖ เดือน
              (๑.๑) ให้เลื่น “การเลือกตั้งทั่วไป” ออกไปประมาณ ๖ เดือน  ด้วยความเห็นชอบจากพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย( แผน ข้อ ๑)
        (๑.๒) ให้นายกรัฐมนตรี (และคณะรัฐมนตรี) ลาออกทั้งคณะด้วยความสมัครใจ(ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยในคดีความต่าง ๆ) เพื่อเปิดโอกาสให้มี “รัฐบาลเฉพาะกาล” (( แผน ข้อ ๖ ตอนแรก)
       (๑.๓)ให้มี “รัฐบาลเฉพาะกาล”  หลังจากที่นายกรัฐมนตรี (และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ) ลาออกด้วยความสมัตรใจ  (แผน ข้อ ๖ ตอนต้น)
       ให้ “ประธานวุฒิสภา” เป็นผู้สรรหานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีใหม่  โดยให้เป็นบุคคลที่ยอมรับของทุกฝ่ายและต้องไม่มีนักการเมืองและพรรคการเมือง  (ข้อ ๖ ตอนที่สอง)
              “รัฐบาลใหม่”  ไม่มีอำนาจทางนิติบัญญัติ  คือ  ไม่มีอำนาจตรากฎหมาย  เพราะไม่มีองค์กรนิติบัญญัติ  (ข้อ ๗ )
       (๑.๔)ให้ “กปปส.” และ“เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป”  จัดตั้ง “สภาปฏิรูป” ขึ้น
       ให้”สภาปฏิรูป” กำหนดประเด็นในการปฏิรูป(ประเทศ)  โดยเรียงลำดับความสำคัญของเรื่องที่จะต้องปฏิรูป และกำหนดกรอบเวลาในการปฏิรูปแต่ละด้าน  ให้เสร้จสิ้น ภายในเวลาประมาณ ๑๕ ถึง ๓๐ วัน(แผน ข้อ๓)
       ให้นำข้อเสนอ ของ สภาปฏิรูปไปให้ประชาชนออกเสียง “ประชามติ“ ภายใน ๙๐ วัน และให้ “ข้อเสนอ ของ สภาปฏิรูป” มีผลผูกพัน “รัฐบาลและสภาที่จะมาหลังการเลือกตั้งทั้วไป” ครั้งต่อไป (แผน ข้อ ๔)
        
       (๒) ช่วงระยะเวลาที่สอง มีระยะเวลา ๑ ปี(โดยเริ่มต้น ตั้งแต่การทำประชามติแล้ว ตาม ( ๑.๔)
       (๒.๑)ให้มี “การเลือกตั้งทั่วไป” ภายใน ๔๕ วัน(นับแต่การลงประชามติเสร็จ) โดยให้พรรคการเมืองทุกพรรคยืนยันว่า จะสนับสนุนการทำงานของ “สภาปฏิรูป”” และ ถ้าไม่ทำตาม  ให้ถือว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีโทษถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือยุบพรรคการเมือง ( แผน ข้อ ๘)
       (๒.๒) “รัฐบาลและสภาใหม่” หลังการเลือกตั้งต้องนำข้อเสนอการปฏิรูปของสภาปฏิรูป ในส่วนที่เป็น “การปฏิรูปการเมือง” ดำเนินการให้แล้วเสร็ฐภายในหนึ่งปี  และสิ้นอายุ ;และให้จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ (แผน ข้อ ๙ ) 
       (๒.๓) ข้อเสนอการปฏิรูปในส่วนที่เหลือ ของ “สภาปฏิรูป”  ให้ดำเนินการต่อไปตามปกติ ( แผน ข้อ ๑๐)
        
       จากข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นตาม“แผนเดินหน้าประเทศไทยฯ ”ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  ดังกล่าวข้างต้นนี้   ผู้เขียนขอเรียนอย่างสั้น ๆ ว่าผู้เขียนคิดว่า  แผนฯดังกล่าว คาดหมายได้ว่า  จะไม่สามารถบนำไปปฏิบัติได้จริง  ด้วยเหตุผลสั้น ๆ  ๓ ประการ  ดังต่อไปนี้
       -          (๑) ข้อเสนอหลาย ๆ หัวข้อของแผนฯ ได้กำหนดให้มี “การกระทำ” ด้วยความตกลงหรือความเห็นชอบจากทุกฝ่าย (ที่ขัดแย้งกัน) ซึ่งในทางปฏิบัติยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง  จนถือได้ว่าเป็นไปไมได้
       (๒)ข้อเสนอหลาย ๆ หัวข้อของแผนฯที่กำหนดให้ “การกระทำการ” มีผลบังคับหรือมีผลผูกมัดไปในอนาคตโดยไม่มีการกำหนดหรือแก้ไขไว้ในรัฐธรรมนูญหรือตัวบทกฎหมาย(เช่น การกำหนดให้ “รัฐบาล และสภาผู้แทนราษฎรใหม่ หลังการเลือกตั้ง” ต้องนำข้อเสนอการปฏิรูปด้านการเมือง ของ “สภาปฏิรูป”  ไปดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน ๑ ปี แล้วจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ / หรือการกำหนดให้ “ประธานวุฒิสภา” เป็นผู้สรรหานายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีใหม่  โดย ต้องเป็น “บุคคล” ที่ยอมรับของทุกฝ่าย  และต้องไม่มีนักการเมืองและพรรคการเมือง)   ข้อเสนอเหล่านี้   ดูจะเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายหรือเป็นความฝัน
                     (๓) ข้อเสนอของแผน ที่ให้มีการปฏิรูป(ประเทศ)  ด้วยการกำหนดให้ “สภาปฏิรูป”(ที่แต่งตั้งโดย“กปปส.” และ“เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป”) เป็นผู้กำหนด “ประเด็นกฎหมาย” ที่จะทำการปฏิรูปและกำหนดกรอบเวลาของการแก้ไขกฎหมายและให้ “รัฐบาลและสภาที่มาจากเลือกตั้ง” เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขกฎหมาย; ผู้เขียนคิดว่า  วิธีการเช่นนี้ เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ว่า “การปฏิรูป(ประเทศ)” จะล้มเหลว
       ทั้งนี้  โดยผู้เขียนจะยังไม่คำนีงถึงข้อเท็จจริงว่า “ประเด็นกฎหมาย” เพื่อการปฏิรูป(ประเทศ)ที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กำหนดให้ “สภาปฏิรูป” เป็นผู้เสนอนั้นจะมีความสมบูรณ์พอที่จะทำให้การปฏิรูป(ประเทศ)สำเร็จได้หรือไม่ เพราะเป็นเรื่องทางวิชาการ แต่ผู้เขียนจะคำนึงถึงเฉพาะ “ข้อ”ที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กำหนดให้“รัฐบาลและสภาที่มาจากเลือกตั้งครั้งต่อไป”เป็นผู้ดำเนินการแก้ไขกฎหมายเพื่อการปฏิรูปฯ ตามประเด็นที่ “สภาปฏิรูป” เป็นผู้กำหนดเพียงเท่านี้  ก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้ว ที่ผู้เขียนจะมีความเห็นว่า เป็นสิ่งที่คาดหมายได้ว่า “การปฏิรูป(ประเทศ)” จะล้มเหลวอย่างแน่นอน
       ท่านผู้อ่านโปรดดูข้อเท็จจริง ดังต่อไปนี้   “รัฐบาลและสภาที่จะมาจากเลือกตั้งครั้งต่อไป” ซึ่งก็คือ  การเลือกตั้งครั้งต่อไป  จะยังคง เป็น “การเลือกตั้ง” ภายไต้ระบบเดิมของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน (เพราะยังไม่ได้ยกเลิกบทมาตรา๓ มาตราดังกล่าวของรัฐธรรมนูญ)  และดังนั้นรัฐบาลและสภาที่มาจากเลือกตั้งครั้งต่อไป”จึงจะยังคงเป็น “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา”  ที่มีการผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมืองนายทุนอยู่เช่นในปัจจุบันนี้ นั่นเอง ;ท่านผู้อ่านลอง “คิด”ด้วยตัวเองว่า รัฐบาลและสภาที่ได้มานี้จะเข้ามาแก้ไขกฎหมายเพื่อการปฏิรูป(ประเทศ) ตามหลักการที่ “สภาปฏิรูป”(ที่มาจาก “กปปส.” และ“เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป”)กำหนดไว้  หรือไม่
       เท่าที่กล่าวมานี้  ดูเหมือนว่า  “แผนเดินหน้าประเทศไทย ฯ” ของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  จะไม่มีทั้งการกำหนด “เป้าหมาย” ของแผน  และทั้ง “วิธีการ” เพื่อการปฏิบัติการ  ตามที่กำหนดไว้แผนก็ไม่สามารถทำได้อย่างเป็นรูปธรรม   ทั้ง  ๒ ประการ
        
       สรุปได้ว่าผู้เขียนคิดว่า  ตามที่ปรากฎใน แผนเดินหน้าประเทศไทย“ปฏิรูปภายไต้กรอบรัฐธรรมนูญ”หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)น่าจะยังคงมองไม่เห็น  ระบบเผด็จการ  โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภาที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญของไทย (ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญประเทศเดียวในโลก)  อันเป็น “ต้นเหตุ” ของการผูกขาดอำนาจ(รัฐ)ของพรรคการเมืองนายทุน  และเป็น “ต้นเหตุ” ของการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารของนักการเมืองที่มาจากเลือกตั้ง
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ)  ยังคงเป็นหัวหน้าพรรคฯ คนเดิมสมัยเมื่อเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อ ๔ -๕ ปีก่อน  คือ  ยังคงเชื่อว่า ระบอบการปกครองของประเทศไทย เป็น “ระบอบประชาธิปไตย”  และยังคงคิดว่า  “ระบบรัฐสภา”ของไทย เหมือนกับ “ระบบรัฐสภา”ของอังกฤษ ตามที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยกล่าวไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๓
       หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเชื่อว่า  การปฏิรูปประเทศไทย  สามารถทำได้ โดยไม่ต้องแก้ “รัฐธรรมนูญ”  ซึ่งผู้เขียนไม่คิดเช่นนั้น
        
       ▪▪ข้อคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน  (เกี่ยวกับการดำเนินการของ “พรรคประชาธิปัตย์” และ “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์”)
       สิ่งที่ผู้เขียนอยากจะเห็นอยู่ในขณะนี้ (พ.ศ.  ๒๕๕๗)ก็คือ อยากให้พรรคประชาธิปัตย์ออกมาประกาศ “จุดยืน” ว่า  พรรคประชาธิปัตย์  จะยังไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งต่อไปและจะส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งฯ ก็ต่อเมื่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปของประเทศไทยเป็น  การเลือกตั้งในกระบวนการประชาธิปไตยdemocratic process  คือ  จะต้องยกเลิกบทมาตราทั้ง  ๓ มาตรา(ดังกล่าว)ที่ทำให้ระบอบการปกครองของประเทศไทยเป็น “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา” (ประเทศเดียวในโลก)ออกไปจากรัฐธรรมฉบับปัจจุบันของเราก่อน  เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเรา มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ได้ตามมโนธรรม -conscience  ของตน
        
       ผู้เขียนคิดว่า  พรรคประชาธิปัตย์  ควรเลิก “ความคิด” หรือ “ความหวัง”  ที่จะเข้ามาผูกขาด “อำนาจรัฐ”และหาประโยชน์(แทนที่ “รัฐบาลของนายทุนนักการเมือง”เดิม)   ภายได้  “ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน ในระบบรัฐสภา”และพรรคประชาธิปัตย์  ควรเรียนรู้ว่า  ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาสร้าง “เสถียรภาพ” ให้แก่รัฐบาลของเขา  ได้อย่างไร   (โดยไม่ต้องมีบทบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง และไม่ต้องให้อำนาจแก่พรรคการเมือง  ให้ไล่ ส.ส. ออกจากตำแหน่ง ส.ส. ได้ ) 
        
       ผู้เขียนเห็นว่า  ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ประกาศ “จุดยืน” ดังกล่าวข้างต้น  นอกจากจะเป็นประโยชน์ในยกระดับความรู้กฎหมายมหาชน ว่าด้วย หลักการของระบอบประชาธิปไตย -principle of democracyให้แก่ “วงการกฎหมายและวงการวิชาการของไทย” แล้วยังจะเป็น “ก้าวสำคัญ” ที่จะช่วยผลักดัน  ให้ “การปฏิรูป(ประเทศ)” ของ มวลมหาประชาชน และ กปปส.สามารถเริ่มต้นดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมและทำให้คนไทยทั้งประเทศได้เข้าใจความหมาย ของ “ระบอบประชาธิปไตย ที่แท้จริง”ที่ ”รัฐบาลและพรรคการเมืองนายทุนที่ผูกขาดอำนาจรัฐ “ อยู่ในขณะนี้ได้พยายามปกปิดความจริงไม่ให้คนไทยรู้ด้วย “วิธีการนานาประการ”
       และ “วิธีการ”หนึ่ง  ที่รัฐบาลไทย ฯ นำมาใช้เพื่อปกปิด “ความจริง ” เกี่ยวกับหลักการของระบอบประชาธิปไตย -principle of democracy ก็คือการขอและการนำเอาเอกสารหรือหนังสือของ “รัฐบาลต่างประเทศ (ที่กล่าวสนับสนุนการกระทำของรัฐบาล) มาอ้างอิง” เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือ  โดยที่รัฐบาลไทยไม่บอก “ความจริงทั้งหมด” เกี่ยวการระบบเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญของไทย  ให้รัฐบาลต่างประเทศรู้
                ดังที่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับเมื่อเร็ว ๆ นี้ (เมษายน ๒๕๕๗) ว่า  รัฐบาลวางแผนดึงต่างชาติให้เข้ามาวุ่นวายกับปัญหาภายในด้วยการจัดให้ นายKristie Kenneyเอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย  และ Daniel Russelผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายกิจการเอเชียตวันออกและแปซิฟิคของสหรัฐอเมริกา ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีไทย พร้อมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเต็มอัตราเมื่อวันที่ ๘เมษายน ๒๕๕๗  เพื่อสร้างภาพ  และได้ยื่นหนังสือของนาย John Kerry รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ให้แก่รัฐบาลไทย ;ซี่งนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า  หนังสือดังกล่าวมีข้อความว่า   สหรัฐอเมริกามีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย และหวังว่าจะไม่มีรัฐประหารในประเทศไทย และสหรัฐฯยังสนับสนุนให้ไทยเดินไปในแนวทางประชาธิปไตย (?)  ใช้การเจรจาแก้ปัญหาไม่ให้เกิดความรุนแรงและวุ่นวาย[หมายเหตุ ผู้เขียนไม่อาจทราบได้ว่าต้นฉบับหนังสือฯ มีข้อความเต็มว่าอย่างไร  เพราะไม่ปรากฎในสื่อมวลชนที่ผู้เขียนอ่าน]
        
       [ หมายเหตุเมื่อผู้เขียน  เขียนบทความนี้มาถึงตอนนี้ (หนังสือของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ที่มีมาถึงรัฐบาลไทย) ทำให้ผู้เขียนนึกถึงไปถึง  “ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา” ที่เคยมีกรณีที่คล้ายคลึงกับปัญหาวิกฤตของประเทศไทยในขณะนี้  คือ  วิกฤตที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยอ้าง “ระบอบประชาธิปไตย”; ผู้เขียนก็เลยคิดว่า  ก็โดยที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและเอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย  มีความห่วงใยคนไทยและเป็นชาวอเมริกันที่เคยเรียนรู้ประวัติศาตร์ของสหรัฐอเมริกาในเรื่องการคอร์รัปชั่นและ วิธีการแก้ไขการคอร์รัปชั่นของ นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง   มาแล้วเรา(คนไทย) ก็น่าจะขอ “ความช่วยเหลือ” จากท่านทั้งสองนี้ได้
        
       “ข้อ” ที่ผู้เขียนคิดว่าเรา(คนไทย) น่าจะขอ “ความรู้” จากรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาและเอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้  น่าจะมีอยู่ ๒ ประการ ตือ
        
       ประการแรกคือ  การขอความรู้และความเข้าใจใน “ระบอบประชาธิปไตย” และหลักเกณฑ์ในระบอบประชาธิปไตย -principle of democracyที่ใช้อยู่ในสหรัฐอเมริกา
       ผู้เขียนไม่แน่ใจว่า ในการเขียนหนังสือฉบับนี้ส่งมาให้รัฐบาลไทย  ที่มี “ข้อความ” แสดงความห่วงใยexpressed  concern ในสถานการณ์ของประเทศไทยและสนับสนุนให้ไทยเดินไปในแนวทางประชาธิปไตยนั้นฯพณฯ John Kerry  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ  ได้ expressed  concernโดยทราบหรือยังว่าแนวทางประชาธิปไตยของประเทศไทย (ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของไทย) นั้น  เป็น อย่างไร; และผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่า ฯพณฯ Kristie Kenney เอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย(ซึ่งผู้เขียนขอสันนิษฐานว่า  ท่านคงจะเป็นผู้ที่รู้เรื่องสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นอย่างดี ในฐานะที่ท่านเป็นเอกอัตรราชทูตประจำประเทศไทย) ได้บอกเรื่องนี้  กับ ฯพณฯ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของท่านไปแล้วหรือไม่
       การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทย นั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งของเราทุกคนถูกบังคับตามรัฐธรรมนูญ ให้ต้องสังกัดพรรคการเมืองโดยผู้สมัครรับเลือกตั้งของเราไม่มี “เสรี”ในการสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่สังกัดพรรคการเมือง(มาตรา ๑๐๑ (๓))  และเมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งของเราได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แล้ว  ส.ส.ของเราไม่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ได้ตามมโนธรรม-conscienceของตน  โดยถ้าหาก ส.ส.ลงมติออกเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ขัดต่อ “มติสั่งการ” ของพรรคการเมืองแล้ว  พรรคการเมืองมีอำนาจมีมติให้ ส.ส. พ้นจากการเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองได้  และ รัฐธรรมนูญของเรามีบทบัญญติให้ สมาชิกภาพความเป็นของ ส.ส. ของบุคคลนั้น ต้องสิ้นสุดลงพร้อมกับการสิ้นสุดการเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง(รธน. มาตรา ๑๐๖ (๗))
       สำหรับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา  ผู้เขียนเชือว่า ฯพณฯ ทั้งสอง (รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และเอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยคงทราบเป็นอย่างดีแล้วว่า  การเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกานั้น รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. ๑๗๘๗พร้อมทั่งAmenmentsอีก๒๗ฉบับนั้น  ไม่มีบทบัญญัติเช่นนี้เหมือนกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทย และก็ไม่มีกฎหมายใด ๆ ของสหรัฐอเมริกามีบทบัญญัติเช่นนี้อีกด้วย
        
       เรา(คนไทย) น่าจะขอความกรุณา จาก ฯพณฯ John Kerry  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาหรือจาก ฯพณฯ Kristie Kenney เอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยก็ได้ช่วยให้ความกระจ่างแก่คนไทย  หรือช่วยเขียนให้ข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เป็น“PS”แก่คนไทยว่าในการแสดงความกังวลในสถานการณ์ของประเทศไทยตามหนังสือที่ฯพณฯ ได้ส่งมาให้รัฐบาลไทยนั้นฯพณฯ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้ทราบถึงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศไทยนี้แล้ว  และฯพณฯ เห็นว่า  “การเลือกตั้ง”ของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญไทย”นั้น เป็นไปในแนวทางประชาธิปไตยหรือ ตาม   democratic process แล้ว
       เพียงเท่านี้   ฯพณฯทั้งสอง ก็จะทำประโยชน์ให้แก่คนไทยทั้งประเทศอย่างมหาศาลด้วยการให้ “ความรู้”ของคนอเมริกันแก่คนไทย
       แต่ถ้า ฯพณฯ ทั้งสอง ได้ออก “หนังสือดังกล่าว” มายัง รัฐบาลไทย โดยยังไม่รู้เรื่อง “การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญของไทย”มาก่อน ก็ขอความกรุณาแจ้งให้คนไทยได้ทราบด้วยว่า  ฯพณฯ ทั้งสอง ได้ออก “หนังสือดังกล่าว” มายัง รัฐบาลไทย โดยยังไม่ทราบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว
        
        
       ประการที่สองการขอให้ท่าน (รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา  และ เอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย)  ให้ความเห็นใน “วิธีการ” แก้ไขการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
       โดยที่หนังสือฉบับที่ส่งมาให้รัฐบาลไทย   ได้มี “ข้อความ” ที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความห่วงใย expressed  concern เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย และหวังว่า จะไม่มีรัฐประหารในประเทศไทย ;ดังนั้นเรา(คนไทย) ก็น่าจะขอความกรุณาจาก ฯพณฯ John Kerryให้ช่วยให้ความคิดเห็นใน “วิธีการ” การแก้ปัญหาคอร์รัปอย่างมโหฬารของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งว่า  ตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบัน   จะมีวิธีการใดบ้าง ที่เรา (คนไทย) สามารถแก้ปัญหานี้ได้ โดยไม่มีการรัฐประหาร
        ฯพณ”ทั้งสอง ในฐานะที่เป็นคนอเมริกัน  ได้มีประสบการณ์ในเรื่องนี้มาแล้วในอดีตเป็นเวลาเกือบ ๑๐๐ ปีท่านคงจะให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยขน์แก่คนไทยได้บ้าง
        
       ก่อนอื่น ผู้เขียนขอทบทวนประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ของ สหรัฐอเมริกา(เท่าที่ผู้เขียนทราบ)ให้ท่านผู้อ่านทราบอย่างสั้น ๆ พอเป็นสังเขป: ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าฯพณฯ John Kerry  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา  และ ฯพณฯ Kristie Kenney เอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยย่อมทราบประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ดีกว่าผู้เขียนเป็นอันมาก เนื่องจาก พณฯทั้งสองได้เรียนวิชาประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกานี้มา ตั้งแต่สมัยที่ท่านเรียน High School
        
       ผู้เขียนเชื่อว่า  ฯพณฯทั้งสอง  คงรู้จัก  คำและความหมายของคำว่า spoils system” แล้วเป็นอย่างดี (หมายเหตุ ผู้เขียนขอเรียนท่านผู้อ่านอย่างสั้น ๆ  ว่าระบบ spoils system ก็คือ“ระบอบทักษิณ” ของสหรัฐอเมริกา นั่นเอง)
       และเป็นที่แน่นอน  ฯพณฯทั้งสอง คงรู้จัก นายพล Goerge Washingtonที่ตามความเห็นของผู้เขียนเป็นรัฐบุรุษที่ดีที่สุดของสหรัฐอเมริกา; Goerge Washingtonเป็นผู้บัญชาการทัพที่ทำการปฏิวัติและทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นเอกราช พ้นจากการปกครองของอังกฤษ ;Goerge Washingtonได้ปฏิเสธที่จะนำระบอบสมบูรณาญาสิทธิมาใช้ในสหรัฐอเมริกา  และตนเองได้เป็นกษัคริย์ตามที่มี่ผู้เสนอให้แก่ท่าน;Goerge Washingtonเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. ๑๗๘๘ - ค.ศ. ๑๗๙๖)  และบริหารประเทศด้วยระบบ merit  systemอย่างเคร่งครัดซึ่งในขณะนั้นเมื่อ  ๒๐๐ ปีก่อน  สหรัฐอเมริกาเรียก “ระบบmerit  system”ว่า “หลัก fitnessfor office” ); และหลังจากนั้น  ความเคร่งครัดในระบบ  merit  system ของสหรัฐอเมริกา ก็ค่อย ๆ ลดลงเมื่อมีการเปลี่ยนประธานาธิบดี
       ฯ พณฯทั้งสอง คงรู้จักAndrew Jacksonประธานาธิบดี คนที่ ๗ ของสหรัฐอเมริกา ( ค.ศ. ๑๘๒๙ - ค.ศ.๑๘๓๗)ในต้นศตวรรษที่ ๑๙ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ  “ระบบ spoils system และเป็นระบบที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นโดยนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างมโหฬารทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดมาเป็นเวลายาวนาน ; และเช่นเดียวกัน พณฯทั้งสอง คงรู้จัก William L. Marcyนักกฎหมายและนักการเมืองที่มีชื่อเสียงของสหรัฐอเมริกาในระยะนั้น ที่อภิปรายในวุฒิสภา ในปี ค.ศ. ๑๘๓๒ด้วยถ้อยคำที่ชาวอเมริกันยังจำกันได้จนถึงทุกวันนี้ คือ  “ผู้ชนะ(การเลือกตั้ง)ย่อมได้ไปซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างของศัตรู-nothing wrong in the maxim thatto the victors  belong the spoils of  the enemy
                 “ระบบ spoils system”  และการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง  เป็นสิ่งที่เป็นปกติในสหรัฐอเมริกาติดต่อกันมาตลอดในศตวรรษที่ ๑๙ ;  โดยในบางสมัย  ประธานาธิบดีสหรัฐบางคนถูกลอบสังหาร เพราะสาเหตุการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง  และในตำราประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ยังบันทึกคดีการคอร์รัปชั่นใหญ่ ๆ ของนักการเมือง ไว้ให้นักเรียนของเขาได้ศึกษากันอยู่จนถึงทุกวันนี้;จนในปลายศตวรรษที่  ๑๙คนอเมริกัน(หรือ “มวลมหาประชาขน” ของสหรัฐอเมริกา) สุดที่จะอดทนกับระบบ spoils systemและ  “ระบอบประชาธิปไตย” ตามความหมาย ของนายWilliam L. Marcy(“ทักษิณ” ของ สหรัฐฯ)จึงได้เกิดการประท้วงกันอย่างมากมายในหลายมลรัฐ  และทำให้สหรัฐอเมริกา ต้องออกกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการประจำ  (civil service)   ฯลฯ
        แต่อย่างไรก็ตาม  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ต้องรอจนถึง Woodrow  Wilson  ซึ่งเป็นอาจารย์สอนกฎหมายเปรียบเทียบ -comparative lawที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของสหรัฐอเมริกาในยุคนั้น  ได้รับเลือกตั้งเข้ามา เป็น ประธานาธิบดี คนที่ ๒๘ (ค.ศ. ๑๙๑๓  - ค.ศ. ๑๙๒๑)  สหรัฐอเมริกาจึงได้มีโอกาสปฏิรูประบบ “กฎหมายมหาชน” อย่างแท้จริง  โดยประธานาธิบดี Woodrow  Wilson  ได้ออกกฎหมายหลายเรื่องที่ตัดอำนาจของตนเอง(ในฐานะ “ประธานาธิบดี”)  และได้สร้างระบบบริหารงานราชการประจำของสหรัฐอเมริกาทีอยู่บนพื้นฐานของ merit  systemและprofessionalism in public serviceขึ้น
       (หมายเหตุ  และ ประธานาธิบดี Woodrow  Wilsonคนนี้  คือ บุคคลที่ริเริ่มก่อตั้ง  the League  of  Nations (หรือองค์กร “สันนิบาตชาติ” )ในปี ค.ศ. ๑๙๒๐หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (ค.ศ. ๑๙๑๔ ถึง ค.ศ. ๑๙๑๘)  โดยมุ่งหมายจะให้เป็น “องค์กร”ของโลก ในการแก้ปัญหาการขัดแย้งระหว่างประเทศต่าง ๆ ( ด้วยความหวังว่า จะเป็นองค์กร ที่จะป้องกันมิให้เกิดสงครามโลกขึ้นอีก);  และแม้ว่า  the League  of  Nations จะประสบความล้มเหลว ในเวลาต่อมา  อันเนื่องจาก “รูปแบบการจัดองค์กร ของthe League  of  Nations ยังไม่ “ดี” พอที่จะแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างประเทศ; แต่  the League  of  Nations ก็ได้เป็น “ประสบการณ์” ที่ทำให้วงการวิชาการมองเห็นความสำคัญของกฎหมายมหาชน ในเรื่อง ““รูปแบบการจัดองค์กร ในการจัดตั้งสถาบัน” ต่าง ๆ ;the League  of  Nationsเป็น “ต้นกำเนิด” ของ องค์กรสหประชาชาติหรือUN ของเราในปัจจุบันที่ได้จัดตั้งขึ้นใน ปี ค.ศ. ๑๙๔๕หลังสงครามโลกครั้งที่สอง (ค.ศ.๑๙๓๙  ถีง ค.ศ. ๑๙๔๕);และโดยอาศัยประสบการณ์จากความล้มเหลว ของ the League  -of  Nations ,องค์กรสหประชาชาติหรือUN  ของเราในปัจจุบัน จึงได้มีการปรับเปลี่ยน “รูปแบบการจัดองค์กรเสียใหม่;UN  ของเราในปัจจุบัน มีทั้ง “องค์กรและมาตรการ” เพื่อการพัฒนาสังคม“องค์กรและมาตรการ”  เพื่อระงับการขัดแย้งระหว่างประเทศ  และ “องค์กรบริหาร” ที่ลดความกดดันจากประเทศมหาอำนาจ(the Security Councilที่ประเทศมหาอำนาจ ๕ ประเทศ มีpermanent seats ) ฯลฯ ;และขณะนี้  ปี ค.ศ. ๒๐๐๗องค์กรสหประชาชาติหรือUN ก็ได้เป็น “องค์กร” ที่เข้ามาแก้ปัญหาให้โลกของเรามาจนถึงปัจจุบันนี้  เป็นเวลาเกือบ ๗๐  ปีแล้ว ]
       ข้อความที่กล่าวมานี้ เป็นประวัติศาสตร์ของ “ระบบ spoils system(หรือ “ระบอบทักษิณ”)ของประเทศสหรัฐอเมริกาโดบสังเขปซึ่ง ฯพณฯ John Kerry  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา  และฯพณฯ Kristie Kenney เอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย  คงทราบดีอยู่แล้วเพราะท่านเป็นคนอเมริกัน 
        
       จากประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา  จะเห็นได้ว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา  ได้แก้ “ปัญหาการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”  โดยอาศัยอำนาจของ “ประธานาธิบดี”  ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาใช้ระบบประธานาธิบดี -presidential system ;ดังนั้น เมื่อสหรัฐอเมริกา มี “คนดี ได้เข้ามาปกครองบ้านเมือง”  คือ  เมื่อ “คนดี” ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกาก็สามารถแก้ปัญหาฯได้ด้วย “คนดี” นั้น แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะต้องรอคอยการแก้ปัญหามานานกว่า ๑๐๐ ปี คือ จากต้นศควรรษที่ ๑๙ จนถึงต้น ศตวรรษที่ ๒๐  สหรัฐอเมริกาจึงจะได้มี “คนดี” ที่มีความสามารถและมีความเสียสละได้รับเลือกตั้งเข้าแก้ปัญหาให้คนอเมริกัน
       แต่สำหรับประเทศไทย  รัฐธรรมนูญของประเทศไทยแตกต่างกับ รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา เพราะประเทศไทย  ใช้ระบบรัฐสภา -parliamentary  systemซึ่ง “ฝ่ายบริหาร”มาจากเสียงส่วนใหญ่ ของ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร (มิได้มาจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีเหมือนประเทศสหรัฐอเมริกา)  และตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น รัฐธรรมนูญของประเทศไทยเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลก ที่มีบทบัญญัติ ๓ มาตรา ที่ทำให้เกิด “ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐ  โดยพรรคการเมืองของนายทุนสามานย์”
       และ ดังนั้น ในเมื่อ “พรรคการเมืองนายทุนสามานย์” ที่ผูกขาดอำนาจรัฐและนายทุนเจ้าของพรรคการเมือง) ไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ(ยกเลิกบทมาตราที่สร้างระบบเผด็จการของพรรคการเมืองนายทุนฯ) และไม่ยอมออกจากตำแหน่ง ไม่ว่าด้วยประการใด ๆ;   และการที่นายทุนเจ้าของพรรคการเมือง) ที่ยึดครอง “อำนาจรัฐ อยู่ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน   ไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นไปตามปกติวิสัยของพฤติกรรมนุษย์  ตามหลักสังคมวิทยา-sociologyเพราะคงไม่มี นายทุนเจ้าของพรรคการเมือง คนใด ที่อยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะทำให้ตนเองต้องสูญเสียอำนาจรัฐ ที่ตนเองกำลังยึดครองอยู่และตนก็ได้ลงทุน “ซื้อเสียง” ให้ผู้ที่สมัตร ส.ส.ไปแล้ว    และ “ซื้อ ส.ส.” (ด้วยการแจกซองรายเดือนให้แก่ ส.ส.)  ไปแล้ว
        
       ปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้  จึงมีว่า   แล้ว “นักการเมืองนายทุนคนใด” เล่า  ที่จะมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ยกเลิก ๓ มาตรา)ให้คนไทยโดยไม่มีการรัฐประหาร
        
         โดยที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความห่วงใย เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย และหวังว่า จะไม่มีรัฐประหารในประเทศไทย ; ดังนั้น เรา(คนไทย)  จึงน่าจะขอความกรุณาจาก ฯพณฯ John Kerry  รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา  และจาก ฯพณฯ Kristie Kenney เอกอัตรราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ให้ช่วยให้ความคิดเห็นใน “วิธีการ” การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประเทศไทยโดยไม่ต้องมีการรัฐประหารว่า  จะสามารถทำได้  อย่างไร
       ผู้เขียนเชื่อว่า ฯพณฯ ทั้งสอง ชาวอเมริกันที่มีประสบการณ์มาแล้ว   คงจะให้ความคิดเห็นในการแก้ “ปัญหา” นี้ได้ดีกว่าคนไทยและดีกว่าผู้เขียน
        
       ในปี พ.ศ. ๒๕๕๓ผู้เขียนได้เคยเขียนบทความบทหนึ่งไว้ว่า การที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาพที่เต็มไปด้วย “ปัญหา” อยู่ในขณะนี้  เพราะประเทศไทยเราเต็มไปด้วยนักวิชาการและชนชั้นนำที่ชอบเสนอความคิดเห็นในการแก้ปัญหาประเทศแต่ไม่มีความสามารถ(หรือ ไม่มี “ปัญญา”) พอที่จะเสนอ “วิธีการ”  ทีทำให้วิธีแก้ปัญหาที่ตนเองเสนอนั้นเกิดขึ้นได้ตามความเป็นจริง;เปรียบเสมือน หนูในนิทานอิสป “เรื่องหนูกับแมว”  ที่หนูตัวหนึ่งเสนอให้แก้ “ปัญหาเรืองแมวแอบมาจับหนู โดยหนูไม่รู้ตัว” ด้วยการเสนอให้เอา “กระดิ่ง” ไปผูกคอแมว แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่อาจหา “วิธีการ” ที่จะเอากระดิ่งไปผูกคอแมวได้  เพราะหนูทุกคนกลัวตาย ;  และนิทานเรื่องหนูกับแมว-the mice in councilนี้ ตามตำราฝรั่งเขาบอกว่า  นิทานเรื่องนี้  สอนให้รู้ว่าit is one thing  to suggestand another thing  to do  หรือ it is  easy  to propose  impossible  remedies
        
         ผู้เขียน เชื่อว่า ฯพณฯ ทั้งสองได้รู้อยู่แล้วว่า  ระบบการปกครองของประเทศไทย (ซึ่งใช้ ระบบรัฐสภา) แตกต่างกับ ระบบการปกครองของประเทศของท่านคือสหรัฐอเมริกา (ซึ่งใช้ระบบประธานาธิบดี)  และ ฯพณฯ ทั้งสองก็คงรู้เรื่อง “นิทานอิสป - Aesop’s Fables” เรื่องหนูกับแมว ดีอยู่แล้วเช่นกัน (เพราะนิทานอีสป ที่มีต้นกำเนิดมาจากAesop นักเล่านิทานชาวกรีก ที่ตายมานานกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว ได้มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งภาษาไทย )
       ผู้เขียนหวังว่าด้วยความรอบรู้ ของ  ฯพณ” ทั้งสองที่เป็นผู้ที่หวังดีและกังวลในปัญหาการเมืองของประเทศไทยคำตอบของ ฯพณฯ ที่ให้แก่คนไทยคงไม่ใช่คำตอบประเภทที่เป็นit is  easy  to proposeimpossible  remedies คือ   ให้คนไทยไปบอกกับ “แมว”ว่า  ขอให้เลิกมากิน “หนู”  และให้คนไทยมีความสุขด้วยการรอ “ความหวัง”  ว่า แมวจะกรุณาเลิกกินหนู;การรอคอยให้แมว (กรุณา) เลิกกินหนูในกรณีของประเทศไทยใช้ “ระบบรัฐสภา”  อาจยาวนานกว่า  ๑๐๐ ปี เช่นในกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใช้ “ระบบประธานาธิบดี”
       หวังว่า  คำตอบของ  ฯพณฯ ทั้งสอง  คงไม่เพิ่ม “จำนวน” หนู (ตัวที่เสนอให้เอากระบวนไปผูกคอแมว โดยที่ไม่ได้คิดถึง “วิธีการ”ไว้ก่อน ว่า จะเอากระพรวนไปผูกคอแมวได้อย่างไร)ขึ้นมาอีก(สองตัว)  เพราะในขณะนี้ ประเทศไทย   มีจำนวนนักวิชาการและชนชั้นนำที่เป็นหนูจำพวกนี้อยู่มากเกินพอแล้ว]
        
       *******************************************
        


 
 
องค์กรอิสระ : ความสำคัญต่อการปฏิรูปการเมืองและการปฏิรูประบบราชการ โดย คุณนพดล เฮงเจริญ
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน : ผลในทางปฏิบัติ เมื่อครบรอบหกปีของการปฏิรูปการเมือง
ปัญหาของการนำนโยบายสาธารณะไปปฏิบัติในประเทศไทย
หลักความเสมอภาค
หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรม
   
 
 
 
“ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” หรือ “เลือกตั้งก่อนปฏิรูป” (?) (เราจะปฏิรูปประเทศกันอย่างไร) (หน้าที่2)
บรรทัดฐาน
ไทยกับการค้ามนุษย์
การใช้รัฐธรรมนูญและการอุดช่องของรัฐธรรม ตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550
การวางตัวเป็นกลางทางการเมืองของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
การควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษทางวินัย : พัฒนาการจากแนวคำพิพากษาของศาลปกครองในประเทศฝรั่งเศส
การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำร่างกฎหมาย
ข้อพิจารณาบางประการเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
เหตุเพราะความเชื่อทางการเมือง
รัฐศาสตร์ VS นิติศาสตร์
 
 
 
 
     

www.pub-law.net ยินดีรับพิจารณาบทความด้านกฎหมายมหาชน โดยผู้สนใจสามารถส่งบทความผ่านทาง wmpublaw@pub-law.net
ในรูปแบบของเอกสาร microsoft word (*.doc) เอกสาร text ข้อความล้วน (*.txt)ลิขสิทธิ์และความรับผิดตามกฎหมายของบทความที่ได้รับการเผยแพร่ผ่านทาง www.pub-law.net นั้นเป็นของผู้เขียน ขอสงวนสิทธิ์ในการนำบทความที่ได้รับการเผยแพร่ไปจัดพิมพ์รวมเล่มเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้สนใจต่อไป ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏใน website นี้ยังมิใช่ข้อมูลที่เป็นทางการ หากต้องการอ้างอิง โปรดตรวจสอบรายละเอียดจากแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น

บทความที่ได้ลงเผยแพร่ใน www.pub-law.netเป็นบทความที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ซึ่งประกอบด้วย
ศาสตราจารย์ ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , ดร.ชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด , ดร. เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และศาสตราจารย์ ดร.นันทวัฒน์ บรมานันท์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จำนวนผู้เข้าชมเวบ นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544