ผู้มีสิทธิฟ้องคดีปกครอง

8 กรกฎาคม 2561 20:10 น.

       พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 (และที่แก้ไขเพิ่มเติมจนถึงฉบับที่ 9 พ.ศ.2560) มาตรา  42 วรรคแรก กำหนดว่า  ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครองตามมาตรา 9 และแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหายหรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 72 ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
                การฟ้องคดีหน่วยงานทางปกครอง ไม่ว่าจะเป็น กระทรวง  กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครอง หรือให้ดำเนินกิจการทางปกครอง หรือจะใช้สิทธิทางศาลปกครองเพื่อฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐได้นั้น มิได้หมายความว่า ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหาย กรณียื่นเรื่องร้องเรียนการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐจะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ที่จะเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเสมอไป ดังปรากฏใน คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 43/2559 ที่นำมาเป็นกรณีศึกษา ดังนี้
                คดีนี้ผู้ฟ้องยื่นฟ้ององค์การบริหารส่วนตำบล ธ. กรณีผู้ฟ้องขอให้ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ธ.ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง จำนวน 3 โครงการ เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่าการจัดจ้างไม่โปร่งใสและส่อไปในทางทุจริต กล่าวคือ การกำหนดระยะเวลาในการขายเอกสารประกวดราคา ไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ปัจจุบันหน่วยงานของรัฐทุกแห่งใช้ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560)[1] มีข้อสงสัยว่าไม่มีการขุดลอกคลองจริง รวมทั้งการจัดทำก็เป็นไปในลักษณะเร่งรีบจนผิดสังเกต โดยขอให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ธ.สอบสวนหาผู้กระทำผิด นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ธ. ได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า ทั้ง 3 โครงการได้ปฏิบัติตามหนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ด่วนมาก ที่ 0808.2/ว 1994 ลงวันที่ 30 กันยายน 2553 และประกาศกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เรื่องหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างโดยการประมูลด้วยระบบอิเลคทรอนิคส์ (ฉบับที่ 2) ข้อ 5 และข้อ 10 ซึ่งเป็นการปฏิบัติโดยถูกต้องตามระเบียบทุกประการ ผู้ฟ้องคดีเห็นว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบล ธ.ชี้แจงไม่ตรงประเด็น จึงมีหนังสือแจ้งให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ธ. ตรวจสอบว่าโครงการขุดลอกคลองสาธารณะประโยชน์ทั้ง  2  โครงการ เป็นการดำเนินการซ้ำซ้อนกับโครงการขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม ซึ่งการดำเนินการในช่วงเวลาเดียวกัน และการประมาณราคาค่าก่อสร้างในโครงการจ้างเหมาขุดลอกสิ่งปฏิกูลท่อระบายน้ำ คสล. ไม่ถูกต้องเนื่องจากมีการเพิ่มค่า Factor F ให้กับผู้รับจ้างทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่งานก่อสร้างอาคาร งานทาง งานท่อเหลี่ยม หรืองานชลประทาน ต่อมานายกองค์การบริหารส่วนตำบล ธ. ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ฟ้องคดีทราบว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง (1) ให้วินิจฉัยว่านายกองค์การบริหารส่วนตำบล ธ. ละเลยต่อหน้าที่หรือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่องค์การบริหารส่วนตำบล ธ.  และประชาชน (2) ให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ธ. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีดังกล่าวภายใน 30 วันและแจ้งผลให้ผู้ฟ้องคดีทราบ
                ศาลปกครองชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องของผู้ฟ้องคดีไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ
                ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา คดีนี้ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร และมาตรา 42 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงา