ยึดเงียบราชการส่วนภูมิภาค

24 ธันวาคม 2560 15:20 น.

       เมื่อต้นเดือนธันวาคม 60 ที่ผ่านมาในจังหวัดทางภาคเหนือแห่งได้มีการจัดกิจกรรมพัฒนาเมืองขึ้นในหลายจุดในวันเดียวกัน ซึ่งตามธรรมเนียมของระบบราชการไทยก็ต้องมีประธานเปิดงาน มีคนกล่าวรายงาน ฯลฯ แต่จากธรรมเนียมและระเบียบปฏิบัติที่ผ่านมาหากเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในหน้าที่ของฝ่ายบ้านเมืองในเขตท้องที่ใดผู้บริหารในท้องที่นั้นก็จะเป็นประธานในพิธี แล้วเจ้าของเรื่องหรือหัวหน้าคณะทำงานก็จะเป็นผู้กล่าวรายงาน เช่น ในจังหวัดก็จะมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานฯ ในพิธี เป็นต้น แต่หากเป็นงานของส่วนราชการอื่น เช่นราชการส่วนกลางแต่มาทำพิธีเปิดโครงการในพื้นที่โดยหัวหน้าส่วนราชการ เช่นอธิบดี ฯลฯ ซึ่งหากเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดฯร่วมพิธีด้วยก็อาจจะเชิญเป็นประธานร่วมหรือเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดฯเป็นผู้กล่าวต้อนรับ แล้วให้เจ้าของเรื่องเป็นผู้กล่าวรายงานต่อประธาน
       แต่กรณีนี้มาแปลกกลับกลายเป็นว่าในกำหนดการนี้ให้แม่ทัพภาคฯเป็นประธานในหลายๆจุดในเมืองนั้น แล้วให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นเป็นผู้กล่าวรายงานในทุกจุด ซึ่งดูเผินๆแล้วผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอาจจะเห็นว่า ก็อ้าวภาคก็ต้องใหญ่กว่าจังหวัดสิ หรือไม่เช่นนั้นบางคนก็ยังเข้ามาแสดงความเห็นในเฟซบุ๊กของผมว่าคงเป็นเพราะคำสั่ง หน.คสช.ที่ 51 /2560 ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของกอ.รมน.ใหม่มั้ง หรือ ผอ.รมน.ภาคก็ต้องใหญ่กว่า ผอ.รมน.จังหวัดอยู่แล้ว
       ผมขออธิบายว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นข้าราชการส่วนภูมิภาคตามพรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปี 34 เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของราชการภูมิภาคซึ่งประกอบไปด้วยจังหวัดและอำเภอ แต่แม่ทัพภาคเป็นข้าราชการส่วนกลางที่ปฏิบัติราชการในพื้นที่ ผมไม่เถียงว่าในแม่ทัพภาคฐานะ ผอ.รมน.ภาคนั้นมีลำดับสูงกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัด แต่จะสูงกว่าในอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.เท่านั้น ไม่ใช่ในอำนาจหน้าที่ของข้าราชการส่วนภูมิภาค เพราะภาคของกองทัพนั้นไม่ได้มีสถานภาพเป็นราชการส่วนภูมิภาคตาม พรบ.ระเบียบริหารราชการแผ่นดินฯ และที่สำคัญที่กิจกรรมการพัฒนาเมืองนั้นไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน.ภาคฯไม่ว่าจะเป็นอำนาจหน้าที่เดิมหรืออำนาจหน้าที่ใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาตามคำสั่งฯนี้คือสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เข้าไปครอบหน้าที่ของมหาดไทยอีกทีหนึ่ง อีกทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกับแม่ทัพภาคนั้นก็เป็นข้าราชการคนละประเภท คือ ข้าราชการฝ่ายพลเรือนกับข้าราชการฝ่ายทหาร ซึ่งไม่มีลำดับชั้นการบังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องกันตามสายงานปกติแต่อย่างใด
       ในอดีตเคยมีปัญหาถกเถียงแย่งชิงกันในการกล่าวถวายรายงานฯในพื้นที่ว่าใครก่อนใครหลัง จนสำนักพระราชวังได้มีการประชุมฯและกำหนดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กล่าวรายงานในฐานะผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายบ้านเมืองในจังหวัด ตามด้วยฝ่ายตุลาการ ฝ่ายตำรวจและปิดท้ายด้วยฝ่ายทหารในฐานะผู้ถวายความปลอดภัย ซึ่งก็ยึดถือกันมาโดยตลอด
       ที่ผมยกประเด็นนี้ขึ้นมานั้นผมไม่ได้มาต่อสู้เรียกร้องให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกระทรวงมหาดไทยแต่อย่างใด เพราะท่านที่รู้จักผมย่อมรู้ว่าผมรณรงค์และขับเคลื่อนมานานแล้วในเรื่องของการกระจายอำนาจหรือจังหวัดจัดการตนเองซึ่งมีหลักการสำคัญก็คือการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเสียด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่ร่างพรบ.เชียงใหม่มหานครฯซึ่งเป็นเรื่องของจังหวัดจัดการตนเองของเชียงใหม่ที่เสนอโดยภาคประชาชนต้องมาแท้งไปเสียก่อนเพราะเหตุแห่งการรัฐประหารเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา
       แต่ที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมานั้นเพราะเห็นว่าการที่ หน.คสช.มีคำสั่งที่ 51/2560 ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหลายส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการแก้ไขโครงสร้าง กอ.รมน.ภาคใหม่โดยให้ กอ.รมน. ภาคแต่ละแห่งมีคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคประกอบด้วย ผอ.รมน.ภาคเป็นประธานกรรมการ อธิบดีอัยการภาคที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีอาวุโสสูงสุด แม่ทัพน้อย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีอาวุโสสูงสุด และผู้แทนกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการ ผู้ว่าราชการจังหวัดที่อยู่ในเขตพื้นที่ อธิบดีอัยการภาคที่อยู่ในเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตที่อยู่ในเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคที่อยู่ในเขตพื้นที่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคที่อยู่ในเขตพื้นที่ หัวหน้าสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ หัวหน้าส่วนราชการอื่นที่อยู่ในเขตพื้นที่ซึ่ง ผอ.รมน.ภาคแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสิบห้าคน และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่ง ผอ.รมน.ภาค แต่งตั้งจำนวนไม่เกินห้าคนเป็นกรรมการและให้เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค เป็นกรรมการและเลขานุการ ที่น่าสังเกตคือมีการเอาอธิบดีอัยการฯที่อยู่ในภาคเข้ามาเป็นกรรมการด้วย ซึ่งย่อมมีผลต่อการสั่งคดีอย่างแน่นอน
       แต่ถึงอย่างไรก็ตามคำสั่งฯนี้ก็ยังไม่ได้รวมถึงการกิจกรรมการพัฒนาในพื้นที่แต่อย่างใด ฉะนั้น การที่ผู้ว่าราชการจังหวัดฯต้องกล่าวรายงานต่อแม่ทัพภาคฯในกิจกรรมการพัฒนาเมืองนั้นย่อมแสดงให้เห็นว่ามีการตีความกันจนเกินเลยโดยอาจจะด้วยความผิดพลาดหรืออาจจะด้วยความตั้งใจ ซึ่งย่อมเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องทำหน้าที่อรรถาธิบายให้ชัดเจน
       ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยมัวแต่หวงอำนาจ กลัวแต่การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น แต่หารู้ไม่ว่าในส่วนบนของราชการส่วนภูมิภาคได้ถูก กอ.รมน.ยึดอำนาจไปเสียแล้ว เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากที่ใดก็ตาม อำนาจของ กอ.รมน.ตามคำสั่ง หน.คสช.ที่ 51/2560 นี้ก็เปรียบเสมือนรัฐซ้อนรัฐคุมกระทรวงทบวงกรมอื่นไปอีกทีหนึ่ง จึงเป็นการยากที่จะพัฒนาให้ทหารเป็นทหารอาชีพที่ทำหน้าที่เฉพาะการป้องกันประเทศจากอริราชศัตรูโดยไม่มาแทรกแซงการบริหารบ้านเมืองจนกลายเป็นรัฐทหารไปโดยปริยายเช่นในคำสั่งฯนี้ และแน่นอนว่าย่อมเป็นการยากที่จะพัฒนาการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นซึ่งเป็นรากฐานของประชาธิปไตยในระดับชาติได้
       กว่าจะฮู้คิง น้ำปิงปอแห้ง (บ่าเฮ้ย) - กว่าจะรู้ตัว น้ำปิงก็แห้งเสียแล้ว 
        
       -----------


พิมพ์จาก http://public-law.net/view.aspx?ID=1994
เวลา 23 กรกฎาคม 2561 16:49 น.
Pub Law Net (http://www.pub-law.net)