|
 |
การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ(ฉบับปัจจุบัน) เพื่อ การปฏิรูปประเทศ 25 เมษายน 2553 22:23 น.
|
[หมายเหตุ . - ในระยะหลังนี้ นอกเหนือไปจากคำว่า การปฏิรูปการเมืองแล้ว ได้มีคำว่า การปฏิรูปประเทศไทย ปรากฎอยู่ในสื่อมวลชนหลายฉบับ ; คำว่า การปฏิรูปประเทศ เป็นคำที่มีความหมายกว้างและ มีขอบเขตมากกว่า คำว่า การปฏิรูปการเมือง ; แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถ ปฏิรูปประเทศ ได้ โดยไม่มี การปฏิรูปการเมือง เพราะการเมืองเป็นระบบการบริหารประเทศ ที่มีสถาบันการเมืองเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ ดังนั้น ถ้าระบบการเมืองดี เราก็จะได้ คนดี มาปกครองบ้านเมือง และเราก็จะสามารถ ปฏิรูปประเทศได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าระบบการเมืองของเราไม่ดี เราก็จะได้แต่ คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว และแสวงหาความร่ำรวยให้แก่ตนเอง มาปกครองบ้านเมือง และ เราก็จะไม่สามารถ ปฏิรูปประเทศได้ ; ดังนั้น คำว่า การปฏิรูปประเทศไทย จึงมีความหมายรวมถึง การปฏิรูปการเมือง อยู่ในตัว ; และแม้ว่า หากเราจะสมมติว่า ประเทศไทยเราสามารถ ปฏิรูปการเมือง ได้สำเร็จ และได้ คนดีมาปกครองบ้านเมือง (ดังเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศได้เคยทำสำเร็จมาแล้ว) แต่เราก็ยังต้องให้ เวลาแก่คนดีดังกล่าว เพื่อให้ทำการ ปฎิรูปประเทศ ต่อไป เพราะการปฏิรูปประเทศ จะใช้เวลานานกว่าการปฏิรูปการเมือง ]
ความเบื้องต้น
เมื่อปีก่อน คือ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ (เดือนเมษายน) ผู้เขียนได้ไปบรรยายพิเศษ ใน ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (ปอมท.) ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในการบรรยายครั้งนั้น ผู้เขียนได้กล่าวถึงปัญหาการเมืองของประเทศ และพูดถึงปัญหาว่า คนไทยจะหาทางออกจากปัญหาทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ได้อย่างไร ; ในการบรรยายในวันนั้น ผู้เขียนได้พูดถึง สาเหตุของปัญหาความเสื่อมทางการเมืองของประเทศ พร้อมทั้งให้ แนวทางในการแก้ปัญหาของประเทศไทยไว้ด้วย ซึ่งแนวทางในการแก้ปัญหาฯ มีหลักการสำคัญอยู่ ๓ ประการ คือ (๑) การปรับเปลี่ยน ระบบสถาบันการเมืองของประเทศไทยที่เป็น ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน(ประเทศเดียวในโลก) ให้เป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยตามหลักสากลของนานาประเทศ (๒) จัดตั้ง องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสีย และกำหนดกระบวนการในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญ(ที่ดี) เป็นการปฏิรูปการเมือง และ(๓) การจัดให้มี องค์กร - super organ ที่มีหน้าที่กำกับการปฏิรูปการเมืองและการทำงานของรัฐบาล (ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) เพื่อลดการแสวงหาประโยชน์ส่วนตัวและการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง [ หมายเหตุ โปรดดู หนังสือการประชุมวิชาการ ประจำปี ๒๕๕๒ จัดทำโดย ปอมท. มหาวิทยาลัยมหิดล เดือนสิงหาคม ๒๕๕๒]
แต่ในที่สุด ในปีนี้ พ.ศ. ๒๕๕๓ (เดือนเมษายน) ผู้เขียนก็ต้องเสียใจอย่างยิ่ง ที่ในที่สุด เรา(คนไทย)ก็ได้มาถึงจุดที่คนไทยทุกคนไม่ปรารถนาที่จะเห็น คือ เหตุการณ์ เศร้าสลดที่เกิดขึ้นในวันเสาร์ ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ คนไทยฆ่าคนไทยด้วยกันเอง (รวมทั้ง เราได้สูญเสียนายทหารที่ดีที่สุดของเราไป จำนวนหนึ่ง) ทั้ง ๆที่ ผู้เขียนเห็นว่า เหตุการณ์เหล่านี้ อาจหลีกเลี่ยงได้ ถ้าเพียงแต่ ประเทศไทยจะมี นักการเมือง ที่เป็น statesman ที่เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว และมี vision พอที่จะสามารถมองเห็นปัญหาเหล่านี้ได้ล่วงหน้าและดำเนินการแก้ไขปัญหาเสียก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น
เหตุการณ์ ในวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ ทำให้ผู้เขียนต้องหวนกลับมาคิดว่า ผู้เขียนน่าจะต้องเขียน บทความ ต่อจากสาระที่ผู้เขียนได้ไปบรรยายไว้ที่มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปีก่อน เพราะเท่าที่ติดตามมา ไม่ปรากฏว่า ทางออก ที่ผู้เขียนได้เคยบรรยายไว้เมื่อปีก่อนได้รับความสนใจพอที่จะนำมาใช้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนจะเขียนให้แตกต่างไปจากคราวก่อน เพราะในครั้งนี้ ผู้เขียนจะเขียนขึ้นเป็น model law คือ เป็น การนำเอาแนวความคิด(concept) ที่ได้เคยบรรยายไว้แล้ว มาเขียนออกมาเป็นตัวบทในรูปแบบของกฎหมาย ที่ประกอบด้วย รายละเอียด ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นบทมาตราต่าง ๆ เพื่อสร้าง โครงสร้างองค์กรสำหรับการปฏิรูปการเมือง ซึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่า หากนำ model law นี้มาใช้แล้ว ประเทศไทย น่าจะ(เริ่ม) ดำเนินการปฏิรูปประเทศได้
ผู้เขียนมีความรู้สึกว่า ในขณะนี้ ประเทศไทยและคนไทยต้องการรูปแบบของ ทางออก(ในการแก้ปัญหา) ที่แน่ชัด คือ เป็นวิธีการที่เมื่ออ่านดูแล้ว เราสามารถคาดหมายได้ว่า หากนำวิธีการดังกล่าวมาใช้แล้ว การปฏิรูปประเทศ สามารถเกิดขึ้นได้ตามความเป็นจริง ; การปฏิรูปประเทศ หรือ การปฏิรูปการเมือง ไม่สามารถเกิดได้ด้วยการพูดและถกเถียงกันของบรรดานักการเมือง (ที่อาจมีประโยชน์ส่วนตัว) หรือของบรรดานักวิขาการ(ที่อาจมีความรู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ) ซึ่งเมื่อพูดกันไปแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็ยึดถือความเห็นของตนเอง ; แต่การปฏิรูปการเมืองหรือการปฏิรูปประเทศ จำเป็นจะต้องกระทำโดยองค์กรและกลไกทางบริหารซึ่งมีความสลับซับซ้อนและต้องประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ; ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำการปฏิรูปการเมือง จึงไม่มีวิธีการใดที่ดีกว่าการเขียนออกมาในรูปแบบของ model law เพราะเป็นวิธีการที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่า การปฏิรูปการเมืองจะทำอย่างไร โดยองค์กรใด มีวิธีการหรือกระบวนการอย่างไร และทำไมจึงสามารถคาดหมายผลสำเร็จของการดำเนินการได้ รวมทั้งรู้ว่า การบริหารประเทศโดยสถาบันการเมือง (รัฐบาลและสภา) ในระหว่างทำการปฏิรูปการเมือง จะเป็นอย่างไร ; พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็น package เดียว
แต่อย่างไรก็ตาม model law ก็คือ model law คือ เป็นกฎหมายต้นแบบที่เป็น ตัวอย่าง ซึ่งผู้ที่จะนำไปใช้ย่อมจะปรับเปลี่ยนได้ ; model law ที่ผู้เขียนเขียนไว้ในบทความนี้ จึงเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน และเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของวิธีการแก้ไขปัญหาของประเทศ
และ ผู้เขียนก็จะไม่เขียน อธิบายเหตุผลในรายละเอียด ว่า เพราะเหตุใด ผู้เขียนจึงเชื่อว่า การจัดรูปแบบขององค์กร ฯลฯ ที่อยู่ ใน model law นี้ เป็นวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาของประเทศไทยได้ เพราะจะทำให้บทความนี้ ยาวเกินไป ; แต่ผู้เขียนหวังอยู่ว่า ถ้าท่านผู้อ่านทบทวนบทมาตราต่าง ๆ ของ model law นี้อย่างเอาใจใส่แล้ว ท่านผู้อ่านคงมองเห็นและเข้าใจถึง ความสัมพันธ์ระหว่างบทมาตราต่างของ model law ที่ประกอบกันเข้าเป็นระบบการจัด องค์กรของรัฐ ที่จะทำหน้าที่ในการสร้าง การเมืองใหม่ สำหรับอนาคตของประเทศไทยและคนไทยได้
และนอกจากนั้น เมื่อท่านผู้อ่านได้อ่าน model law แล้ว ผู้เขียนก็เชื่อว่า model law จะทำให้ท่านผู้อ่าน คิดได้ว่า การร่างกฎหมาย ในยุคปัจจุบัน (ศตวรรษที่ ๒๐ -๒๑)นั้น มิใช่กระทำด้วยการให้บุคคลจำนวนมาก มาประชุมช่วยกันออกความเห็นในการเขียนรัฐธรรมนูญและตกลงกันด้วยการออกเสียงกันเป็นเสียงข้างมากว่า จะเขียนรัฐธรรมนูญกันอย่างไร โดยอ้างว่า เพื่อความเป็นประชาธิปไตย (ในสมัยมองเกสกีเออ เมื่อ ๒๕๐ ปีก่อน) ตามที่เราเข้าใจกันอยู่ในปัจจุบัน ; การเขียนกฎหมายในศตวรรษที่ ๒๐ -๒๑นี้ ได้กลายเป็นงานเทคนิคทางวิชาการกฎหมายมหาชน ที่อยู่บนพื้นฐานของสังคมวิทยา(การควบคุมพฤติกรรมของคน) และดังนั้น การเขียนกฎหมายจึงจะต้องเริ่มต้นด้วยงานของผู้เชี่ยวชาญ (ไม่ว่าผู้เขียนจะเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ ก็ตาม)
ในการเริ่มต้นการปฏิรูปการเมือง สิ่งแรกที่ นักวิชาการ จะต้องทำ ก็คือ การวิเตราะห์ว่า ปัญหาความเสื่อมทางการเมืองและความแตกแยกของคนไทยในปัจจุบันว่า เกิดขึ้นเพราะอะไร อะไรเป็นสาเหตุของสภาพสังคมที่เป็นอยู่ในวันนี้ เพราะมิใช่ว่าอยู่ดี ๆ ความแตกแยกของคนไทยก็เกิดขึ้นได้โดยไม่มี สาเหตุ ; และ เราก็มีรัฐธรรมนูญมาแล้วกว่า ๗๕ ปี แต่ทำไม เราคนไทยจึงไม่เคยแตกแยกกันดังเช่นในวันนี้ ; และเมื่อเราทราบ สาเหตุ แล้ว เราจะได้แก้ปัญหาให้ตรงกับเหตุ มิใช่หลงไปกับสิ่งลวงตา ที่นักการเมืองหรือผู้ที่ได้ประโยชน์จากสภาพเหล่านี้ ทำให้เราเชื่อด้วยการเป่าหูให้เราได้ยินทุก ๆ วัน
ก่อนอื่น ท่านคงต้องตอบ คำถาม แก่ตัวท่านเองก่อนว่า ท่านเชื่อหรือไม่ว่า ปัญหาการเมืองและปัญหาของประเทศไทยขณะนี้ เกิดขึ้นเพราะตัวเราเองเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น คือ เกิดจากระบบสถาบันการเมืองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐโดย พรรคการเมืองนายทุน (ในระบบรัฐสภา) ซึ่งเป็น รัฐธรรมนูญฉบับเดียวในโลกที่เขียนเช่นนี้ ; ระบบนี้ได้ เกิดขึ้น ด้วยความเห็นแก่ตัวของนักการเมืองนายทุนในขณะนั้น (ซึ่งก็คือ นักการเมืองนายทุนในขณะนี้) ที่ได้เรียกร้องให้สร้างระบบนี้ขึ้น ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ คือ ในระหว่างที่เรามีรัฐบาลชั่วคราว ที่เข้ามาบริหารประเทศอยู่เพียงเดือน ๓ เศษ
ผู้เขียนเห็นว่า ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านก็อาจจะพบกับ ความเสื่อมสลายของประเทศไทย และของคนไทย ในอนาคตอันไม่ไกลนัก
สิ่งที่ผู้เขียนประหลาดใจเกี่ยวกับ มาตรฐานการเรียนการสอนวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยของไทย ก็คือ เพราะเหตุใด วงการวิชาการ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐ ) ของเรา จึงไม่รู้ และปล่อยให้รัฐธรรมนูญของเราสร้าง ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา) ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ ขึ้นมาได้ ทั้งที่ วงการวิชาการทั่วโลกเขาสามารถมองเห็น ผล(เสีย)ที่จะเกิดตามมาจาก ระบบผูกขาดอำนาจรัฐของพรรคการเมืองนายทุนนี้ได้ล่วงหน้า และรัฐธรรมนูญของเขาได้บัญญัติกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้เกิดระบบนี้ขึ้นในประเทศของเขานับเป็นร้อย ๆ ปี มาแล้ว และ ยิ่งกว่านั้น ตามที่เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในระบบการเมืองของบางประเทศ เขาถึงกับไม่ยอมให้นายทุนเข้าเป็นสมาชิกของ พรรคการเมือง ที่มีสิทธิใช้อำนาจรัฐ
ทำไม วงการวิชาการของเรา จึงมองไม่เห็นว่า การที่รัฐธรรมนูญของเราบัญญัติให้มี ระบบผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมือง (ในระบบรัฐสภา) ย่อมสร้าง มูลเหตุชักจูงใจให้นายทุนทั้งหลาย(ทั้งนายทุนท้องถิ่นและนายทุนระดับชาติ) รวมตัวกันลงทุนโดยผ่านทางพรรคการเมือง เพื่อเข้ามาผูกขาดใช้ อำนาจรัฐ และทำการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งทางตรงและทางอ้อมเพื่อแสวงหาความร่ำรวยให้แก่ตนเอง และต่อมา ก็จะใช้ เงิน และผลประโยชน์ที่ได้มาจากการทุจริดคอร์รัปชั่นจำนวนมากเหล่านี้ มาแจกจ่ายให้แก่พรรคพวก รวมทั้งประชาชน (ด้วยการใช้นโนบายประชานิยม populist ที่ไร้ขอบเขต) เพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเองในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป เพื่อที่จะได้ทำการทุจริตและแสวงหาความร่ำรวยต่อไป โดยไม่มีที่สิ้นสุด
เราได้ใช้ ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา) มาเป็นเวลา ๑๗ ปี (นับแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕) และผลของการบริหารประเทศ โดยนักการเมืองนายทุนเจ้าของพรรคการเมือง ก็คือ ความแตกแยกของสังคมไทยตามสภาพที่เห็นอยู่ในขณะนี้ (เดือนเมษายน ๒๕๕๓) ทั้งนี้ ไม่นับรวม ความเสียหายใน ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานประจำของรัฐ ที่นักการเมืองเหล่านี้ได้แก้ไขกฎหมายหลายฉบับ เพื่อให้ตนเองมีอำนาจแทรกแซงให้คนของตนเองเข้าสู่ระบบงานประจำ เพื่อให้มารับใช้ตนในการแสวงหาประโยชน์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ กฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารบุคคลในข้าราชการตำรวจ
[ หมายเหตุ โปรดอ่านบทความก่อน ๆ ของผู้เขียน ที่อยู่ในเว็บไซต์นี้หลายบทความ ท่านผู้อ่านก็จะทราบว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญของเรามาตราใดบ้าง ที่ทำให้เกิด ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา) ประเทศเดียวในโลก และท่านผู้อ่านก็จะเข้าใจว่า ทำไม พรรคการเมืองของเราตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญของประเทศไทย จึงได้กลายเป็น สถาบันการเมืองที่มีอำนาจสูงสุดของประเทศ โดยมีอำนาจเหนือกว่า สภาผู้แทนราษฎร และเหนือกว่า คณะรัฐมนตรี และด้วยเหตุนี้ รัฐธรรมนูญของเราตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา จึงทำให้นายทุนเจ้าของพรรคการเมืองที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่คุมเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรของเรา กลายเป็น ผู้เผด็จการ ที่มีอำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ โดยปราศจากการควบคุมจากสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่า หัวหน้าพรรคการเมืองนั้นจะเป็นเจ้าของพรรคการเมืองพรรคใหญ่เพียงพรรคเดียว หรือเป็นเจ้าของพรรคการเมืองที่รวมขั้วกันเข้าเป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ]
และสิ่งที่ผู้เขียนประหลาดใจยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ แม้แต่ในขณะนี้และวันนี้ หลังจากเหตุการณ์ที่คนไทยฆ่าคนไทย เมื่อเย็นวันที่ ๑๐ เมษายนที่ผ่านมา แต่ทำไม วงการวิชาการของเรา จึงยังคงเชื่อว่า ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาได้ ด้วย การเจรจาต่อรองกันและถอยกันคนละก้าว ระหว่างบรรดานักการเมืองนายทุนเจ้าของพรรคการเมืองด้วยกัน ว่า จะ ยุบสภา กันเมื่อไร ; จะยุบสภาในทันที หรือใน๓ เดือน ๖ เดือน ฯลฯ ทั้ง ๆ ที่นักการเมืองเหล่านี้ ก็คือ ผู้ที่แสวงหาประโยชน์และความร่ำรวยจากระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา)ด้วยกัน และ ต่างก็แย่งกันและสลับขั้วเข้ามาเพื่อผูกขาดอำนาจรัฐ ; ทำไม วงการวิชาการและชนชั้นปัญญาของเรา จำนวนมาก จึงไม่คิดเลยไปให้ไกลสักหน่อยว่า แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ในขณะที่มีการเลือกตั้ง และหลังการเลือกตั้ง (?) (?) (?) หาก ระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุน ยังคงอยู่
ผู้เขียนเห็นว่า ตราบใดที่ระบบผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมืองนายทุน (ประเทศเดียวในโลก) ยังคงอยู่ในรัฐธรรมนูญ ประเทศไทย ก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ด้วย การยุบสภา ไม่ว่าการยุบสภานั้น จะทำในเดือนนี้ อีก ๖ เดือนข้างหน้า หรือจะยุบสภาในอีก ๑ ปี ๙ เดือน เมื่อครบวาระของสมาชิกสภาผู้แทนชุดปัจจุบัน
ข้อเท็จจริงนี้เห็นได้ชัดเจน จาก ความต้องการของอดีตนักการเมืองและนักการเมืองนายทุนที่เรียกร้องให้มีการยุบสภา ทั้งนี้ ก็เพราะนักการเมืองนายทุนเหล่านี้ต้องการกลับเข้ามาผูกขาดอำนาจ รัฐอีกครั้งหนึ่ง (ในระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง) โดยอาศัย การเลือกตั้งที่อยู่ภายไต้อิทธิพลทางการเงิน ตามสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยที่ยังเป็นสังคมที่อ่อนแอและมีระบบบริหารราชการที่พิกลพิการ)
ประเทศไทยและคนไทย จะแก้ปัญหาความเสื่อมทางการเมืองประเทศ และออกจากวงจร - vicious circle ที่เป็นเหตุให้คนไทยต้องฆ่ากันเองนี้ได้ ก็ต่อเมื่อเราต้องมี การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เป็น การปฏิรูปการเมือง ก่อนที่จะมี การเลือกตั้งครั้งใหม่
ปัญหาของการแก้ไขรัฐธรรมนูญของเรา คงมิใช่เป็นปัญหาที่พูด ๆ กันเพียงว่ า จะแก้รัฐธรรมนูญกัน ก่อนมีการเลือกตั้งหรือหลังมีการเลือกตั้ง โดยผู้พูดไม่รู้ว่า การแก้รัฐธรรมนูญตามที่พูด ๆ กัน หมายถึง การแก้รัฐธรรมนูญตรงไหน ประเด็นอะไร และเพื่ออะไร ; คำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปฏิรูปประเทศ หรือ เพื่อการปฏิรูปการเมือง นั้น มิได้หมายถึง การแก้รัฐธรรมนูญในประเด็น เรื่องการแบ่งเขตการเลือกตั้ง( ว่า จะเป็นเขตเดียวคนเดียว หรือเขตเดียวหลายคน) หรือในประเด็ฯบางเรื่องบางมาตรา ตามที่นักการเมืองนายทุนของเรา กำลังถกเถียงและต่อรองกัน โดยต่างคนต่างคิดถึงโอกาสของตนเองและพรรคพวกของตนในการได้รับเลือกตั้งเพื่อเข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ (ซึ่งย่อมจะแตกต่างกันไปตามขนาด สภาพ และเงินลงทุนของพรรคการเมือง)
ผู้เขียนไม่เห็นด้วย กับ ความเห็นของนักวิชาการ หรือความเห็นของผู้ใดก็ตาม ที่มีความเห็นว่า ประเทศไทย จะแก้ปัญหาได้โดย การเจรจาต่อรอง ในระหว่างกลุ่มนักการเมืองด้วยกัน เพราะ บรรดานายทุนนักการเมืองเหล่านี้ ( ไม่ว่านายทุนนั้น จะเป็นนายทุนระดับชาติ หรือเป็นนายทุนท้องถิ่น) ต่างมีผลประโยชน์ส่วนตัว ที่ต่างคนต่างก็ต้องการที่จะเข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ และต่างคนต่างก็ต้องการรักษา ระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุน ไว้ เพื่อการแสวงหาประโยชน์ของตนเองด้วยกัน
ระบบผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนนั้น มีความเลวร้าย (vice)เหมือน ๆ กัน ไม่ว่าการผูกขาดอำนาจรัฐนั้น จะเป็นการผูกขาดอำนาจโดย พรรคการเมืองนายทุนพรรคใหญ่เพียงพรรคเดียว หรือ เป็นการผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนขนาดย่อม รวมกลุ่มกันและสลับขั้วกันเข้ามาผูกขาดอำนาจ เพราะต่างก็แสวงหาประโยชน์เหมือน ๆ กัน มากน้อยตามแต่โอกาสจะอำนวย
ต่อไปนี้ ผู้เขียนจะกล่าวถึง ทางออกของประเทศไทย โดยการจัดทำเป็น model law [ร่างรัฐธรรมนูญฯ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ......] เพื่อการปฏิรูปประเทศ โดยผู้เขียนจะแยกเป็น ๒ส่วน
ส่วนที่หนึ่ง หลักการและสาระสำคัญของ model law
(๑) หลักการในบทบัญญัติของ model law
(๒) โอกาสในการนำ model law มาใช้เป็นทางออก เพื่อแก้ปัญหาการเมืองของประเทศ
ส่วนที่สอง ตัวบทของ model law
---------------------------------------------------------------------
ส่วนที่หนึ่ง
ข้อที่ (๑) หลักการในบทบัญญัติของ model law
model law [ร่างรัฐธรรมนูญ ฯ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....... ] แม้ว่าจะดูว่า เป็นร่างกฎหมายฉบับเดียวก็ตาม แต่บทบัญญัติใน model law จะแยกออกได้เป็นกลุ่ม ๆ โดยบทบัญญัติแต่ละกลุ่ม จะเป็นวิธีการและมาตรการที่จะนำมาใช้แก้ปัญหาการเมืองในแต่ละประเด็น (ที่ไม่เหมือนกัน) และดังนั้น ในเมื่อการเมืองของเรา มีปัญหาจะต้องแก้อยู่ ๓ ปัญหา บทบัญญัติใน model law จึงแยกได้เป็น ๓ กลุ่ม ดังนี้
(๑) ปัญหาที่ ๑ เป็นปัญหาสำคัญข้อแรก คือ การปรับ สถานะภาพ status ของ ส.ส. ให้เป็น ประชาธิปไตย ตามหลักสากลของนานาประเทศ คือ ส.ส. ต้องมีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ได้ตามมโนธรรมของตน และทำให้สภาผู้แทนราษฎรของเรา เป็นสถาบันที่มีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานฝ่ายบริหาร(รัฐบาล) อย่างแท้จริง โดยไม่อยู่ภายไต้อิทธิพลของนักการเมืองนายทุนเจ้าของพรรคการเมือง ที่เป็นเสียงข้างมากในสภา (ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพียงพรรคเดียว หรือ เป็นพรรคที่รวมขั้วกัน)
เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า การที่ วงการวิชาการ (นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์)ของเรา เขียนรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติ บังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง / ให้พรรคการเมืองมีอำนาจบังคับ ส.ส. / ให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. (ประเทศเดียวในโลก) ก็เพราะเห็นว่า รัฐบาลของเราไม่มีเสถียรภาพ เนื่องจาก ส.ส.ของเรากระจัดกระจาย และต่างก็เรียกร้องให้รัฐบาลแจก ซอง เป็นค่าตอบแทนในการยกมือสนับสนุนญัตติของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่ให้ ส.ส. ก็จะไม่ลงคะแนนให้หรือมิฉะนั้นก็จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯลฯ ; แต่วงการวิชาการของเราไม่ได้สังวร ว่า การเขียนบทบัญญัติเช่นนี้ เป็นการขัดต่อหลักสากลของระบอบประชาธิปไตย (ส.ส.ต้องมีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ) และวงการวิชาการของเราก็ไม่มีความสามารถพอ ที่จะคาดคิดได้ ว่า บทบัญญัติเช่นนี้(ในสภาพที่สังคมไทยมีความอ่อนแอ และระบบการปกครองท้องถิ่นและระบบราชการประจำของเรายังด้อยพัฒนา) จะก่อให้เกิด การเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา)
ปัญหาของการเขียน model law ก็คือ เมื่อเราแก้รัฐธรรมนูญให้กลับเข้าสู่ ระบอบประชาธิปไตย ตามหลักสากล โดยให้ ส.ส. มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส ฯ แล้ว และโดยที่เราไม่มีเวลาที่จะพัฒนาระบบการปกครองท้องถิ่นและระบบราชการประจำให้ได้มาตรฐานเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัญหาจึงมีว่า เราจะเขียนรัฐธรรมนูญโดยมีมาตรการอย่างไร จึงจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพได้ โดยรัฐบาลไม่ต้องแจกซองจ่ายเงิน หรือให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็น งบ ส.ส.จากงบประมาณ เพื่อให้ ส.ส. ยกมือสนับสนุนญัตติของรัฐบาล
ก่อนอื่น ท่านผู้อ่านจะต้องทราบว่า การแก้ปัญหานี้ในประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา นั้น แก้ได้ยากกว่าประเทศที่ใช้ระบบประธานาธิบดี(เช่นสหรัฐอเมริกา) และยากกว่าประเทศที่ใช้ระบบพรรรคการเมืองพรรคเดียว(เช่นประเทศจีน) ; แนวทางในการแก้ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลของประเทศที่ใช้ระบบรัฐสภา จะอยู่ที่การสร้างภาวะผู้นำให้แก่ หัวหน้าฝ่ายบริหาร (ไม่ว่า หัวหน้าฝ่ายบริหารในระบบรัฐสภานั้น จะได้แก่ นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว หรือ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารคู่ ซึ่งได้แก่ ประธานาธิบดีกับนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจบริหารร่วมกันและถ่วงดุลกัน)
ผู้เขียนเห็นว่า เพื่อที่จะแก้ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลในระบบรัฐสภาของประเทศไทย เราก็น่าจะใช้แนวทางเดียวกัน คือ การสร้างภาวะผู้นำให้แก่ นายกรัฐมนตรี ; แม้ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเราจะมาจากการเลือกและการให้ความเห็นชอบโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม แต่หลังจากการได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เราก็สามารถกำหนด มาตรการที่จะทำให้ ผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี กลายเป็นผู้นำที่ใช้อำนาจบริหารอย่างมีเสถียรภาพได้ ; มาตรการนั้น ก็คือ การบัญญัติให้มีการ ยุบสภาโดยอัตโนมัติ ไปพร้อม ๆ กับที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ; มาตรการนี้จะเป็นวิธีการที่ป้องกันไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรข่มขู่นายกรัฐมนตรีด้วยการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ (นายกรัฐมนตรี) เพราะโดยพฤติกรรมทางสังคมวิทยา ส.ส.เองก็คงไม่อยากพ้นจากตำแหน่งและต้องออกไปหาเสียงเพื่อทำการเลือกตั้งใหม่เช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาความไม่มีเสถึยรภาพของรัฐบาล(ในระบบรัฐสภา) โดยกำหนดมาตรการเฉพาะในกรณีของการลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่พอเพียง เนื่องจากในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส. ส.ส..มีโอกาสที่จะก่อกวนรัฐบาลและเรียกร้อง ผลประโยชน์ตอบแทนจากรัฐบาลได้ในหลายกรณี ; ถ้าเราวิเคราะห์ดูแล้ว เราก็จะพบว่า ส.ส.อาจก่อกวนและเรียกร้อง ผลประโยชน์ตอบแทนจากรัฐบาลได้ในอีก ๓ โอกาส คือ
(ก) การไม่ผ่านกฎหมายบประมาณประจำปี ซึ่งในระบบรัฐสภา จะมีผลเท่ากับเป็นการไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะ
(ข) การไม่ผ่านกฎหมายสำคัญที่รัฐบาลเสนอ
(ค) การไม่เข้าร่วมประชุม เพื่อให้รัฐบาลทำงานไม่ได้
ดังนั้น ในการเขียน model law เราจึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการ อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาที่อาจจะมาจาก ส.ส. ให้ครบทั้ง ๓ ประการ จึงจะแก้ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลได้ ซึ่งท่านผู้อ่านอาจทราบได้ เมื่อได้อ่าน ส่วนที่ สอง
(๑) ปัญหาที่ ๒ เป็นคนละปัญหากับปัญหาข้อที่ ๑ กล่าวคือ ปัญหาข้อแรก เป็นปัญหาของ การบริหารประเทศในปัจจุบัน แต่ปัญหาข้อที่สอง เป็นปัญหาของ การบริหารประเทศในอนาคต ซึ่งเป็นการปฏิรูปการเมือง
ในการเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปการเมือง มีหลักความเป็นจริง(reality) ที่นักกฎหมายพึงระมัดระวัง อยู่ ๒ ประการ คือ
ข้อแรก คือ ต้องรู้ว่า ผู้ที่จะต้องสูญเสียอำนาจ เพราะการเปลี่ยนแปลง ย่อมไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง
ข้อสอง คือ ต้องรู้ว่า การเขียนกฎหมายในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นการเขียนกฎหมาย โดยมีผู้แทนจากนา ๆ อาชีพ หรือ ผู้ที่พอรู้กฎหมาย มาช่วยกันยกร่าง โดยอ้างว่า เพื่อความเป็นประชาธิปไตย แต่การเขียนกฎหมายในศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑ เป็นงานเทคนิคทางกฎหมายของการวางรูปแบบการจัดองค์กร ของ สถาบันของรัฐ ที่จะต้องมีจุดหมายที่แน่นอน และต้องมีกลไกที่จะต้องทำให้จุดหมายนั้นบรรลุผลได้ ; ดังนั้น การร่างกฎหมายในยุคศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑ จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยงานของ ผู้เชี่ยวชาญ และหลังจากนั้น จึงจะให้สภาผู้แทนราษฎร หรือให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินในขั้นสุดท้าย
ประเทศไทยเคยเริ่มต้นการปฏิรูปการเมือง ด้วย ความผิดพลาด ซึ่งทำให้เรากลายเป็นประเทศเดียวในโลก ที่ใช้ ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๕(ด้วยความไม่รอบรู้ของวงการวิชาการ) ดังนั้น วงการการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ จึง เต็มไปด้วย นักการเมืองนายทุน ที่เป็นเจ้าของพรรคการเมือง ที่เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ และบรรดานักการเมืองนายทุนเหล่านี้ ต่างคนต่างมีประโยชน์ร่วมกัน คือ ต้องการที่จะรักษาระบบนี้ไว้เพื่อประโยชน์ของตนเอง ; การปฏิรูปการเมืองของเรา จึงยากเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า หรือ อาจจะเรียกได้ว่า ไม่มีโอกาสเลยก็ได้
ตลอดเวลาที่ผ่านมา บรรดานายทุนนักการเมืองเจ้าของพรรคการเมืองเหล่านี้ ได้ครอบงำความคิดของคนทั่วไป ไม่ให้มองเห็นว่า ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน (ซึ่งเป็นระบบที่ไม่เหมือนกับประเทศอื่นทั่วโลก) ไม่เป็นตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย และเมื่อจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญ บรรดานายทุนนักการเมืองเหล่านี้ ก็จะชักนำให้ใช้ วิธีการร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีการจัดตั้งองค์กรร่างรัฐธรรมนูญ (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ในรูปแบบที่เปิดโอกาสให้ตนเองสามารถสอดแทรกตัวแทนที่รักษาผลประโยชน์ของนักการเมือง ให้เข้าไปมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญได้ และการที่เราไม่ได้ยึด หลักความเป็นจริง ๒ ประการ.ดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้เราล้มเหลวในการปฏิรูปทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่เรามีการเขียนรัฐธรรมนูญทั้งฉบับมาแล้ว ถึง ๒ ครั้ง คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐
ในประวัติศาสตร์ ประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ได้เคยมีปัญหาที่คล้ายคลึงกับประเทศไทยในปัจจุบัน คือ ปัญหาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่ยอมสละอำนาจของตนเองในระบบรัฐสภา แต่ประเทศของเขาโชคดี เพราะเมื่อมีวิกฤติการณ์เกิดขึ้น ประเทศเขามี statesman ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ ; statesman ของเขาช่วยกำหนดแนวทางในการร่างรัฐธรรมนูญ(ระบบสถาบันการเมืองใหม่)ให้ประชาชนของเขา กำหนด วิธีการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ พร้อมทั้งจัดให้มีการออกเสียงประชามติให้ ; ประเทศดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการเมือง เพราะstatesman ของเขามีความรอบรู้ มีความเสียสละและมีบารมี ซึ่งประชาชนของเขายอมรับการชี้นำของ statesman ; แต่ประเทศไทยไม่มีบุคคลเช่นนี้ แม้ในยามวิกฤติ ประเทศไทยของเราก็ยังเต็มไปด้วยนักการเมืองที่เห็นแก่ตัว พูดและทำเพื่อประโยชน์ของตนเอง
ในการเขียน model law (ร่างหมวด ๑๖ ส่วนที่ ๑) ผู้เขียนได้ลอกเลียนนำเอา วิธีการเขียนรัฐธรรมนูญของ statesman ดังกล่าว มาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร โดยกำหนดให้การร่างรัฐธรรมนูญของเรา มีกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีขั้นตอนที่แน่นอน ; ในกระบวนการดังกล่าว ประชาชนทั่วไปและกลุ่มผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม ต่างมีบทบาท(ส่วนร่วม)ในการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยกัน แต่บทบาทของแต่ละกลุ่มจะไม่เหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันไปตาม อัตราส่วนของสภาพผลประโยชน์ที่ตนเองมีส่วนได้เสีย และในขั้นตอนสุดท้ายของ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ก็จะสิ้นสุดลง ด้วยการออกเสียงประชามติของประชาชนทั้งประเทศ(หลังจากที่ได้รับทราบการชี้แจงและคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากผู้เชี่ยวชาญแล้ว); และการออกเสียงประชามติ ใน model law นี้ ได้กำหนดให้ ประชาชน(ผู้มีสิทธิออกเสียง) มีสิทธิ เลือกเอา ระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กับ รัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ (ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องของนักการเมืองของเราในปัจจุบัน)
เป็นที่น่าเสียดาย ที่ผู้เขียนสามารถลอกเลียนแบบของ statesman ดังกล่าวได้ ก็แต่เฉพาะแต่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ statesman นั้นใช้ในการปฏิรูปการเมือง แต่ผู้เขียนไม่สามารถลอกเลียน wisdom ที่อยู่ในหัวของ statesman ผู้นี้ มาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้ท่านผู้อ่านอ่านได้ ; แต่อย่างไรก็ตาม โดยที่ องค์ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของเราจำนวน ๕-๖ คน และประสบการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีที่เลิกเล่นการเมืองแล้ว อีก ๒-๓ ท่าน ประกอบกับการกำหนดให้การยกร่างรัฐธรรมนูญ มีกระบวนการยกร่าง โดยมีการทบทวนปัญหาอย่างมีขั้นตอน ตามที่ กำหนดไว้ใน model law ผู้เขียนหวังว่า น่าจะทำให้ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่(การปฏิรูปการเมือง)ของประเทศไทยเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีได้
(๑) ปัญหาที่ ๓ การจัดให้มี องค์กร - super organ ที่มีหน้าที่กำกับการปฏิรูปการเมืองและการทำงานของรัฐบาลในระหว่างที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ
คำถามที่อาจมีผู้ถาม ก็คือ มีความจำเป็นอย่างไร ในการที่จะต้องมี องค์กร - super organ จะไม่มี ไม่ได้หรือ ; คำตอบ ก็คือ เราจำเป็นต้องมี ไม่มีไม่ได้
ในวิวัฒนาการทางการเมือง การปฏิรูปการเมือง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี statesman เป็นผู้นำ เพราะ การปฏิรูปการเมืองเป็น การเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองย่อมจะขัดประโยชน์ของนักการเมืองที่เป็นผู้ใช้อำนาจรัฐอยู่ในขณะนั้นไม่มากก็น้อย ดังนั้น statesman ที่จะทำการปฏิรูปการเมืองได้สำเร็จ จึงต้องเป็นวีรบุรุษ หรือเป็นบุคคลที่ประชาชนมีความเชื่อถือและศรัทธา หรือจะพูดในทางกลับกันก็คือ การปฏิรูปการเมือง จะสำเร็จได้ต้องอาศัยอำนาจและบารมีของ statesman
แต่การปฏิรูปการเมืองของประเทศไทย มิได้มาจากการริเริ่มของ statesman (ซึ่งเราไม่มี) หากแต่เกิดจากสภาพบังคับทางการเมือง ที่เป็นผลมาจาก ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน (ประเทศเดียวในโลก)ที่เราสร้างขึ้นเอง และผุ้ทีสร้างระบบเผด็จการนี้ ก็ยังเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบัน ; ดังนั้น แม้ model law จะกำหนดให้มีการจัดตั้ง องค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาได้ก็จริง แต่ในการทำงาน(เขียนรัฐธรรมนูญ)ขององค์กรฯ ซึ่งจะต้องทำงานอย่างอิสระและเป็นกลางเพื่อประโยชน์ส่วนรวมนั้น ก็อาจไปขัดประโยชน์ของนักการเมืองจำนวนมากได้
ดังนั้น ถ้าเราต้องการจะให้การปฏิรูปการเมือง(การร่างรัฐธรรมนูญของเรา) สำเร็จลุล่วงไปอย่างอิสระ โดยปราศจากการแทรกแซงจากนักการเมืองที่จะต้องเสียประโยชน์จากการปฏิรูปการเมือง เราก็จำเป็นต้องมี super organ เพื่อคุ้มครองการทำงานขององค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ
ในการเขียน model law (ร่างหมวด ๑๖ ส่วนที่ ๒) จึงได้จัดให้มี คณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ ให้เป็น super organ มีหน้าที่กำกับการยกร่างรัฐธรรมนูญขององค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ และประสานงานระหว่างองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ กับรัฐบาล แต่ในขณะเดียวกัน model law ก็จะไม่ให้ super organ นี้ไปแทรกแซงการบริหารประเทศของรัฐบาล
--------------------------------------------------------------------------------
ข้อที่ (๒) โอกาสในการนำ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ....) พ.ศ. ......... (model law ). มาใช้เป็นทางออกในการแก้ปัญหาการเมืองของประเทศไทย มีมากน้อยเพียงใด
ผู้เขียนได้กล่าวแล้วว่า ในวิวัฒนาการทางการเมือง การปฏิรูปทางการเมือง (หรือการปฏิรูปประเทศ) จะเกิดขึ้นได้ จำเป็นจะต้องมี statesman ที่บังเอิญประเทศไทยไม่มี
model law เป็นเพียงร่างตัวบทของรัฐธรรมนูญ ที่จัดรูปแบบขององค์กร และกำหนดวิธีการในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อการปฏิรูปการเมือง ; แต่ model law สามารถใช้ทดแทน statesman (ที่ประเทศไทยไม่มี)ได้เพียงบางส่วน และสิ่งที่ model law ไม่สามารถทดแทน statesman ได้ ก็คือ อำนาจในการนำ model law นี้มาใช้บังคับ ดังนั้น ในบทความนี้ ผู้เขียนจึงจะพิจารณาถึง โอกาสของประเทศไทย ที่จะนำ model law นี้มาใช้บังคับไว้ด้วย
ผู้ที่จะสามารถนำmodel law นี้มาใช้บังคับ ได้แก่บุคคล ๓ ประเภท คือ (๑) นักการเมืองทึ่ใช้อำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบัน (๒) ผู้ที่ได้อำนาจรัฐมาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร และ (๓) การนำมาใช้บังคับด้วยการออกเสียงประชามติ (referendum)ของประชาชน ซึ่งเราลองมาพิจารณาดูบุคคลทั้ง ๓ ประเภทนี้ ทีละประเภท
(๑) นักการเมืองทึ่ใช้ อำนาจรัฐ อยู่ในปัจจุบัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ นายกรัฐมนตรีและนักการเมืองในพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาล) จากข่าวที่ปรากฏในหน้าสื่อมวลชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรครัฐบาล ก็คือ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลต้องการแก้ไขบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเพียงเฉพาะบางมาตรา เช่น การแก้ไขในบทมาตราเกี่ยวกับ เขตเลือกตั้ง และบทมาตรา ๑๙๐ (ว่าด้วย ขั้นตอนการทำหนังสือสัญญากับนานาประเทศ) ฯลฯ แต่จะแก้มาตราใด ยังจะต้องมีการเจรจรตกลงกันระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ที่เป็นแกนนำของรัฐบาลกับพรรคเล็กที่ร่วมรัฐบาล อีกครั้งหนึ่ง
แต่สิ่งที่ปรากฏแน่ชัด ก็คือ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรในพรรครัฐบาลปัจจุบัร ไม่มีผู้ใด กล่าวถึง ปัญหาของการปฏิรูปการเมืองแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญของเราบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง ฯ ( ซึ่งทำให้ ส.ส. ไม่เป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส). ที่ทำให้ระบบการเมืองของเรานั้น แตกต่างกับระบอบประชาธิปไตย ของนานาประเทศทั่วโลก และแน่นอนที่สุด ไม่มีผู้ใดกล่าวถึง ระบบผูกขาดอำนาจรัฐโดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา) ที่ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก แม้แต่คนเดียว ;
ถ้าจะย้อนกลับไปดู นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ซึ่งได้พูดถึงการปฏิรูปการเมืองไว้ในหัวข้อว่าด้วย นโยบายเร่งด่วนที่จะเริ่มดำเนินการในปีแรก (ข้อ ๑.๑.๓) โดยการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาแนวทางการดำเนินการปฏิรูป แต่ในทางปฏิบัติ ปรากฏว่า รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ การปฏิรูปการเมืองแต่อย่างใด (รัฐบาล คงจะเร่งด่วน เฉพาะการจัดตั้ง คณะกรรมการฯเท่านั้น ) ; และเท่าที่ผู้เขียนติดตามการกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีในโอกาสต่าง ๆ ก็จะพบว่า ในการกล่าวของนายกรัฐมนตรีทุกครั้ง นายกรัฐมนตรีจะย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญแก่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน และไม่พูดถึงการปฏิรูปการเมือง ทั้ง ๆ ที่ปัญหาการปฏิรูปการเมืองเป็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขโดยเร็วและควรจะต้องกระทำไปพร้อม ๆ กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ถ้าจะพิจารณาดูการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ก็จะพบว่า รัฐบาลใช้ นโยบายเอาใจประชาชน populism (ลด แลก แจก แถม) ในแนวทางเดียวกับรัฐบาลของอดีตนายกรัฐมนตรีที่อยู่นอกประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญและที่น่าสังเกตก็คือ รัฐบาลปัจจุบันดำเนินการตามนโยบาย populist นี้ โดยอาศัย มติคณะรัฐมนตรี (ที่เปิดโอกาสให้มีการรั่วไหลของเงินแผ่นดินให้แก่ นักการเมืองในพรรครัฐบาลและพรรคพวก) โดยรัฐบาลไม่ได้ คิด จะปรับกลไกของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยการตราเป็น กฎหมาย พระราชบัญญัติ หรือแก้ไข กฎหมาย ให้มีความสมบูรณ์ เพื่อทำให้กลไกของรัฐเหล่านี้ กลายเป็นระบบงานประจำที่ทำงานอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ดังเช่นที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาทำกัน
เมื่อ ๒ -๓ วันมานี้เอง (กลางเดือนเมษายน) ผู้เขียนบังเอิญดูโทรทัศน์ในรายการที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ และก็บังเอิญอีกเช่นกัน ที่ได้ยินท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ระบบรัฐสภาของประเทศไทย ก็ เหมือนกับระบบรัฐสภาของนานาประเทศ ซึ่งทำให้ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจมาก เพราะความที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวมานั้น ตรงกันข้ามกับสาระสำคัญที่ผู้เขียนกำลังเขียนอยู่ในบทความนี้ และผู้เขียนกำลังบอกกับท่านที่ผู้อ่านว่า ระบบรัฐสภาของไทย(ที่บังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองฯ)นั้น ไม่เหมือนกับระบบรัฐสภาของประเทศอื่น รวมทั้งของประเทศอังกฤษด้วย
ตามความรู้ของผู้เขียน ไม่มีประเทศใดในโลกที่ใช้ระบบรัฐสภา ที่มีรัฐธรรมนูญบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง และให้พรรคการเมืองมีอำนาจให้ ส.ส.พ้นจากสมาชิกพรรคการเมือง โดยให้ ส.ส.ต้องพ้นจากตำแหน่งของ ส.ส. ไปด้วย และยิ่งในประเทศอังกฤษ(ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร - unwritten constitution) ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเรียนและจบการศึกษามา ด้วยแล้ว ก็ยิ่งจะไม่มีหลักปฏิบัติ(constitutional convention) เช่นนี้ ; ผู้เขียนไม่อาจทราบได้ว่า ในระยะที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ประเทศอังกฤษได้มีการเปลี่ยนแปลงหลักปฏิบัติ(constitutional convention) นี้อย่างไรหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ามี ก็ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีกรุณาส่ง ตำรามาให้ผู้เขียนได้อ่านด้วย ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
คำกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีนี้ ผู้เขียนถือว่าเป็นคำกล่าวที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะท่านดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าคำกล่าวของท่านนายกรัฐมนตรีไม่ตรงกับความเป็นจริง ประชาชนก็จะเชื่อท่าน และเข้าใจผิดไปทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม การที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวเช่นนั้น ย่อมเป็นการยืนยันว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นชอบด้วยกับระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา) ตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบันของเรา (ไม่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะเห็นด้วย เพราะคิดว่า ระบบของเรานี้เหมือนกับระบบรัฐสภาของประเทศอังกฤษที่ท่านได้ไปศึกษาเล่าเรียนมา หรือเพราะท่านคิดว่า ระบบนี้ทำให้ตัวท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ตาม) ; ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะผู้เขียนเห็นว่าระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา) ตามรัฐธรรมนูญของเรานี้เอง เป็นเหตุให้นายทุนใช้เงินลงทุนกันตั้งพรรคการเมืองและแข่งขันกันซื้อเสียงเพื่อเข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ(และแสวงหาประโยชน์และความร่ำรวย) จนพรรคการเมืองหลายพรรค ต้องถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไปแล้ว และ ถ้าจะดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ เราก็จะพบว่า สภาผู้แทนราษฎรของเรา ก็เปิดประชุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะองค์ประชุมไม่ครบ เนื่องจาก ส.ส. เดินออกจากที่ประชุม เพื่อไม่ให้นับตนเองเป็นองค์ประชุม ทั้งนี้เพราะ พรรคการเมืองนายทุนเล่นเกมการเมือง และต่างแย่งกันจับขั้วเพื่อเข้ามาผูกขาดอำนาจ (และแสวงหาประโยชน์และความร่ำรวย) ; ประเทศไทยไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ถ้าสถาบันการเมืองที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ อยู่ในสภาพเช่นนี้ ; ประเทศไทยเรา จำเป็นต้อง ปฏิรูปการเมือง
สรุปได้ว่า ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏจนถึงขณะนี้ ไม่มี พฤติกรรมใดของนักการเมืองคนใด(รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรี)ในพรรครัฐบาล ที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่จะ ปฏิรูปการเมือง และยกเลิกระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา)ตามรัฐธรรมนูญของไทย แต่ในทางตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงกลับแสดงว่า นักการเมืองเหล่านี้คิดถึงแต่ปัญหาว่า ทำอย่างไร ตนเองจะได้เป็นรัฐบาล ได้นานที่สุด และทำอย่างไร ตนเองจึงจะได้กลับมาเป็นรัฐบาล(หรือร่วมเป็นรัฐบาล)อีกหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ ทั้งนี้ภายไต้รัฐธรรมนูญที่ใช้ ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา) ประเทศเดียวในโลก
ดูเหมือนว่า นักการเมืองในพรรครัฐบาลขณะนี้ กำลังอาศัยความเพลี่ยงพล้ำและพฤติกรรมของพรรคการเมืองของนายทุนระดับชาติในอดีต มาอ้างเป็นเหตุ เพื่อให้ ประชาชนมาสนับสนุนตนและขัดขวางพรรคการเมืองดังกล่าวไม่ให้กลับมาสู่อำนาจ เพื่อที่ตนเองจะได้เข้ามาผูกขาดอำนาจรัฐ (และแสวงหาความร่ำรวยต่อไป) แทนที่อดีตนักการเมือง ทั้งนี้ ภายไต้ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนเดิม ๆ นั่นเอง ; และ ผู้เขียนก็ เชื่อว่า หลังจากนั้น ในเวลาอันไม่นานนัก เราก็คง จะมี ทักษิณ คนที่สอง และ ทักษิณ คนที่สาม ตามมา
ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงคิดว่า คนไทยไม่สามารถคาดหวัง การปฏิรูปการเมือง หรือ การปฏิรูปประเทศ ได้จากนักการเมืองประเภทนี้
(๒) ผู้ที่ได้ อำนาจรัฐ มาจากการปฏิวัติหรือรัฐประหาร (ทหาร)
ก่อนอื่น ผู้เขียนคงต้องเรียนว่า การปฏิวัติหรือรัฐประหารในครั้งต่อไป คงไม่ง่ายเหมือนกับที่เคยทำมา เพราะผู้ที่จะทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารอาจได้รับการต่อต้าน จาก นปช. (กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ) และจาก การเมืองระหว่างประเทศ
เป็นที่น่าสังเกตว่า การตั้งกลุ่มพลังมวลชน และเรียกชื่อกลุ่มว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ นับว่าเป็นความฉลาดอย่างหนึ่งของผู้ก่อตั้งฯ เพราะชื่อนี้เป็น ชื่อ ที่ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจกันว่า กลุ่มพลังมวลชนดังกล่าว เป็นกลุ่มของมวลชนที่เป็นประชาธิปไตย และมีเจตนาและความมุ่งหมายที่จะต่อต้าน เผด็จการ ; แต่คนทั่วไปไม่ได้คิดให้ลึกต่อไปว่า คำว่า เผด็จการนั้น มีทั้ง เผด็จการโดยทหาร และ เผด็จการโดยพรรคการเมือง(นายทุน) และ เผด็จการโดยพรรคการเมือง(นายทุน) ก็มีความไม่เป็นประชาธิปไตย เหมือน ๆ กับ เผด็จการโดยทหาร ; และถ้าจะคิดต่อไปแล้ว เผด็จการโดยพรรคการเมือง(นายทุน) จะมีความเลวร้าย vice มากยิ่งกว่า เผด็จการโดยทหารเสียอีก เพราะเผด็จการโดยทหารนั้น มีลักษณะชั่วคราว แต่เผด็จการโดยพรรคการเมือง(นายทุน) นั้น นักการเมืองนายทุนต้องการที่จะผูกขาดอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่องตลอดไป
ตามความจริง กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ จึงมีความหมายเพียงว่า เป็นกลุ่มพลังมวลชนที่ถูกจัดตั้งขึ้น โดยมีความมุ่งหมายจะต่อต้าน เผด็จการ(ทหาร)โดยเฉพาะ แต่จะสนับสนุน เผด็จการโดยพรรคการเมือง(นายทุน) แม้ว่าจะไม่เป็นประชาธิปไตย
การที่ผู้เขียนกล่าวว่า การตั้งชื่อพลังมวลชนกลุ่มนี้ นับว่าเป็นความฉลาดของผู้ที่ก่อตั้ง ฯ ก็เพราะว่า ผู้ที่ก่อตั้งย่อมคาดหมายได้ว่า ผู้ที่จะสามารถต่อต้าน อำนาจเผด็จการ ของนักการเมืองนายทุนใน ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง(นายทุน) นั้น ย่อมต้องใช้กำลังทหารเท่านั้น เพราะพลังประชาชนธรรมดาทั่วไปนั้น ย่อมไม่มีกำลังพอที่จะต่อรองและล้ม การผูกขาดอำนาจโดยพรรคการเมืองนายทุนของนักการเมืองได้ ; ดังนั้น การใช้ ชื่อเรียกพลังมวลชนดังกล่าว จึงมีเจตนาทำให้ประชาชนทั่วไปหลงเข้าใจผิดคิดว่าว่า เผด็จการนั้นมีแต่เผด็จการทหาร และไม่เป็นประชาธิปไตย และให้ประชาชนทั่วไปช่วยตน(นักการเมืองนายทุนและพรรคพวก) ต่อต้านการปฏิวัติและรัฐประหาร เพราะเห็นว่า ไม่เป็น ประชาธิปไตย แต่ในทางกลับกัน กลุ่มพลังมวลชนนี้ จะพยายามไมให้ประชาชนรู้ว่า นักการเมืองนายทุนเจ้าของพรรคการเมืองตามรัฐธรรมนูญของเรา ก็เป็น เผด็จการ และไม่เป็นประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน
ผู้เขียนเห็นว่า ถ้าหากจะมีการปฏิวัติหรือรัฐประหาร เพื่อทำให้ประเทศหลุดพ้น จาก อำนาจผูกขาด ของนักการเมืองนายทุนใน ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมือง (ประเทศเดียวในโลก) ซึ่งไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหารจะต้องไม่เข้ามาใช้อำนาจในการบริหารประเทศด้วยตนเอง แต่ให้คืนอำนาจบริหารให้แก่ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ต้องทำให้ ระบบรัฐสภาของเรา เป็นระบอบประชาธิปไตยตามหลักสากลเสียก่อน ด้วยการปลดปล่อยให้ ส.ส. มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ได้ตามมโนธรรมของตน และไม่ตกอยู่ภายไต้อาณัติหรืออำนาจบังคับของพรรคการเมืองที่นายทุนเป็นเจ้าของ
ผู้ที่ทำการปฏิวัติหรือรัฐประหาร ควรจะต้องจำกัดอำนาจของตนเอง ให้มีบทบาทเฉพาะในการกำกับดูแล การปฏิรูปการเมือง ให้เป็นผลสำเร็จ เพราะรัฐบาลและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่อยู่ใน ฐานะที่จะทำการปฏิรูปการเมืองด้วยตนเอง เนื่องจากเป็น ผู้มีส่วนได้เสียตรง ที่ (โดยพฤติกรรม) ย่อมคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเองในการได้รับเลือกตั้งและคิดถึงการใช้อำนาจของตนเองเพื่อการแสวงหาประโยชน์ ; และกำหนดให้ความรับผิดชอบในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นหน้าที่ของ (คณะ) ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ทำงานอย่างเป็นกลางและโปร่งใส และให้การยกร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง ด้วยการให้ประชาชนทั้งประเทศให้ความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ด้วยการออกเสียงเป็นประชามติ referendum ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย
(๓) การนำ model law มาใช้บังคับด้วย การออกเสียงประชามติ - referendum
ในเบื้องต้นนี้ ผู้เขียนจะยังไม่พูดถึงปัญหาว่า ใครจะเป็นผู้นำ model law นี้มาให้ประชาชนออกเสียงเป็นประชามติ และในการออกเสียงเป็นประชามตินี้ จะกำหนด ประเด็น ในการออกเสียงประชามติ อย่างไร
เราทุกคนทราบดีกันอยู่แล้วว่า ในปัจจุบันนี้ คนไทยเรามีความแตกแยกทั้งในด้านความคิดเห็นและในการกระทำ และเรามีพลังมวลชนกลุ่มหนึ่ง(เสื้อแดง)ออกมาชุมนุมกันอยู่ในที่สาธารณะหลายแห่ง(และพยายามเรียกร้องให้มี การยุบสภา และก็ยังไม่อาจทราบได้ว่า การชุมนุมนี้จะยุติลงเมื่อใด และอย่างไร ; รัฐบาลได้พยายามสลายมวลชนและขอพื้นที่คืน จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ เมษายนที่ผ่านมา และแม้ในระยะเวลาต่อมา รัฐบาลได้พยายามที่จะจับตัวแกนนำของพลังมวลชนกลุ่มนี้ ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าหน้าที่ที่จะไปจับกุมแกนนำ กลับกลายเป็นฝ่ายที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันเสียเอง ดังเป็นที่ทราบอันอยู่แล้ว
และไม่ว่า กลุ่มพลังมวลชนเหล่านี้จะมาจากที่ใด จังหวัดใด และมาด้วยสินจ้างหรือไม่ แต่ข้อเรียกร้องของกลุ่มพลังมวลชนนี้นั้น มีความแน่นอน คือ เขาต้องการให้มี การยุบสภา และให้ยุบเร็วที่สุด [หมายเหตุ ส่วนสาเหตุที่กลุ่มพลังมวลชนกลุ่มนี้ ต้องการให้มีการยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ เพื่ออะไรและเพื่อใคร เป็นที่ประจักษ์และทราบกันดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องนำมากล่าว]
แต่ปัญหามีอยู่ว่า ประชาชนจำนวนมากที่เป็นพลังเงียบของประเทศไทย กำลัง คิด อะไร และจะทำอย่างไร จึงจะไม่ให้พลังมวลชน แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย และต่อสู้กันเอง
ผู้เขียนเห็นว่า ประชาชนพลังเงียบเหล่านี้ อาจจะรู้และแน่ใจในพฤติกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรีว่าเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่ประชาชนของเราไม่แน่ใจ ก็คือ พฤติกรรมของนักการเมืองนายทุนในพรรคการเมืองรัฐบาลของเราในขณะนี้ ว่า กำลังบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือกำลัง(แอบ)ทุจริตคอร์รัปชั่นและแสวงหาประโยชน์ จากการใช้งบประมาณของรัฐ
สำหรับผู้เขียนเอง ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ; .ในหัวข้อก่อน ผู้เขียนได้สรุปไว้ว่า จนถึงขณะนี้ ยังไม่มี พฤติกรรมใดของนักการเมืองคนใด(รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรี)ในพรรครัฐบาล ที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจที่จะ ปฏิรูปการเมือง ; คำถามต่อมา จึงมีว่า เพราะเหตุใด นักการเมืองของเราจึงไม่สนใจเรื่อง การปฏิรูปการเมือง คำตอบก็คงมีว่า เพราะนักการเมืองยังมีผลประโยชน์ ; ดังนั้น เราลองมาทบทวนดู ก่อนอื่น เรามาตรวจสอบดูว่า การทุจจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาลชุดนี้ มีมากน้อยเพียงใด และ เราก็จะพบว่า การบริหารประเทศของรัฐบาลปัจจุบันก็ยังเต็มไปการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น (โดยไม่ย้อนไปถึงเรื่องคอร์รัปชั่นในระยะแรก ๆ ของคณะรัฐบาลชุดนี้ เช่น เรื่องปลากระป่องเน่า นมโรงเรียน ฯลฯ) การจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวิ ๔๐๐๐ -๖๐๐๐ คัน โครงการชุมชนเข้มแข็ง โดรงการในกระทรวงสาธารณสุข การซื้อขายตำแหน่งในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ในสำนักนายกรัฐมนตรี (รวมทั้ง เรื่องการขอย้ายของตำรวจ จ่าเพียรในภาคไต้ ซึ่งเป็นเขตของพรรคการเมืองแกนนำของรัฐบาล ที่ทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว ) และการสอบเพื่อเลื่อนตำแหน่งของนายอำเภอ ในกระทรวงมหาดไทย (ที่มีการเขียนคำตอบที่เหมือน ๆ กันลายมือเดียวกัน เป็นจำนวนมาก) ฯลฯ ; ต่อมา เราก็มาลองติดตามดูว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองในพรรคการเมืองของรัฐบาล มีมากน้อยเพียงใด สิ่งที่ผู้เขียนพบว่า รัฐบาลมีความเข้มแข็งในการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นมากที่สุด ก็คือ ใน คำพูดของนายกรัฐมนตรี (ใครทำผิด ก็ตัองรับโทษ) แต่ในทางปฏิบัติของรัฐบาล ดูเหมือนว่า ทุกเรื่องก็จะยุติลงอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีตัวบุคคลที่ต้องรับผิด และนอกจากนั้น นักการเมืองในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ก็ได้กำหนด หลักเกณฑ์ใหม่สำหรับการปราบปรามและลดจำนวนการทุจริตคอร์รัปชั่น คือ กรณีใดถ้าสอบสวนแล้ว ยังไม่มีการจ่ายเงินแผ่นดินออกไป รัฐยังไม่เสียหาย กรณีนั้นไม่ถือว่าเป็นการทุจริต ((?)
ตลอดเวลาที่ผ่านมาปีเศษ (พ.ศ. ๒๕๕๒ ๒๕๕๓) นักการเมืองในรัฐบาลของเรา ไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้คนไทยทั่วไปเชื่อได้ว่า รัฐบาลได้บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และ(ไม่พยายามที่จะ)ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น และด้วยเหตุนี้ นักการเมืองในรัฐบาลของเรา จึงขาด ภาวะผู้นำ คือ ไม่ได้รับความเชื่อถือและการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ ที่มากพอที่จะเข้ามาแก้ปัญหาความแตกแยกของคนไทยได้
ดังนั้น ผู้เขียนคิดว่า วิธีการที่ดีที่สุดที่จะแก้ปัญหาความแตกแยกของประชาชน(คนไทย)ในขณะนี้ ก็คือ ให้คนไทยแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ด้วยการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ - referendum เพราะวิธีการออกเสียงประชามติ เป็นวิธีการที่ทำให้เราสามารถรู้ได้ว่า ประชาชน(ส่วนใหญ่)ที่แท้จริง ทั้งประเทศ มีความเห็นในการแก้ไขปัญหาการเมืองในสภาพปัจจุบันนี้ อย่างไร และไม่ต้องถกเถียงกันอีก
แต่อย่างไรก็ตาม เราทราบกันอยู่แล้วว่า หลักเกณฑ์ของการจัดทำประชามติ (ซึ่งประกอบด้วย ผู้มีสิทธิออกเสียงเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทยเรา ก็มีจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงอยู่ กว่า ๔๔ ล้านคน และในบรรดาผู้มีสิทธิออกเสียงนั้น ต่างก็มีพื้นฐานแตกต่างกันอย่างหลากหลาย ทั้งในด้านความรู้ อาชีพ และผลประโยชน์ ) นั้น จำเป็นจะต้องเป็น ปัญหา(สำคัญ)ของประเทศ และปัญหานั้นต้องเป็นปัญหาที่ชัดเจน ไม่มีความสลับซับซ้อน(ที่ยากแก่ความเข้าใจของประชาชนทั่ว ๆไป) และนอกจากนั้น ในการออกเสียงประชามติ ก็จะต้องมีความแน่ชัดว่า รัฐขอความเห็นจากประชาชนในประเด็นใด
model law เป็น เอกสารที่กำหนดวิธีการ ปฏิรูปการเมืองที่แน่ชัด ว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะกระทำโดยองค์กรใด มีองค์ประกอบอย่างไร มีวิธีการร่างและมีประชามติอย่างไร และจะเสร็จเมื่อใด รวมทั้งมีการกำหนดรูปแบบสถาบันการเมือง(ที่เป็นประชาธิปไตย) สำหรับการบริหารประเทศชั่วคราวในระหว่าง การปฏิรูปการเมือง ; ดังนั้น model law จึงเป็นเอกสารที่พร้อมที่จะนำมาให้ประชาชนทั้งประเทศ ทำการออกเสียงเป็นประชามติ referendum
ผู้เขียนคิดว่า ในเมื่อมีกลุ่มพลังมวลชนบางกลุ่ม เรียกร้องให้มีการคืนอำนาจให้แก่ประชาชน ด้วย การยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ (เพื่อความเป็นประชาธิปไตย) ; ดังนั้น เราก็น่าจะใช้วิธีการเดียวกันเพื่อแก้ปัญหา คือ คืนอำนาจให้แก่ประชาชน ด้วยการให้ คนไทยทั้งประเทศออกเสียงเป็น ประชามติ เลือกเอา ระหว่าง การ ยุบสภา เพื่อให้มีเลือกตั้งใหม่ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน( ภายไต้ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุน ประเทศเดียวในโลก) ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มพลังมวลชนบางกลุ่ม กับ การทำการปฏิรูปการเมืองก่อน แล้วจึงมีจะมียุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ (ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตาม model law )
สำหรับปัญหาสุดท้าย ที่ว่า ใครจะเป็นผู้นำ model law นี้ มาให้ประชาชนออกเสียงเป็นประชามติ คำตอบก็คือ ผู้ที่จะนำ model law มาให้ประชาชนออกเสียงเป็นประชามติได้ จะต้องเป็นผู้ที่มี อำนาจรัฐ เท่านั้น ผู้อื่นไม่มีอำนาจ
ผู้ที่จะเสนอให้มีการทำประชามติฯ อาจจะได้แก่นักการเมืองนายทุนเจ้าของพรรคการเมืองในพรรครัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็ได้ ; แต่นักการเมืองนายทุนในปัจจุบัน จะต้องเสียสละ อำนาจที่ตนเคยมี คือ จะต้องปลดปล่อยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพรรคการเมืองของตน ให้มี อิสระในการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ได้ ตามหลักสากลของระบอบประชาธิปไตย และ ต้องยอมเสียสละ อำนาจผูกขาดของพรรคการเมือง ที่ตนเป็นเจ้าของ และยกเลิกระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมืองนายทุน(ในระบบรัฐสภา)ในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ( ฉบับเดียวในโลก ) และยอมให้คนไทยทำการปฏิรูปประเทศ
ท่านผู้อ่านคิดว่า นักการเมืองนายทุนของเรา จะทำอย่างไร
การออกเสียงประชามติเพื่อแก้ปัญหาประเทศนั้น มิใช่ เป็น การออกเสียงประชามติ ตามที่นักการเมืองของเราบางคนเอามาพูดเพียงเพื่อแสดงเให้ห็นว่า ตนเองก็เป็นประชาธิปไตย ; นักการเมืองประเภทนี้ จะเสนอให้มีการออกเสียงประชามติก็จริง แต่ การออกเสียงประชามตินั้น จะต้องออกเสียง เฉพาะใน ประเด็น ที่นักการเมืองกำหนด (เพื่อประโยชน์ของตนเอง)เท่านั้น เช่น ให้ประชาชนมีประชามติเลือกเอาว่า เขตเลือกตั้ง จะใช้เขตเดียวคนเดียว หรือเขตเดียวหลายคน แต่ไม่ว่าประชาชนจะลงมติในทางใด นักการเมืองนายทุนก็ยังใช้ ระบบเผด็จการ โดยพรรคการเมือง(นายทุน)ในระบบรัฐสภา อยู่นั่นเอง
ต่อไปนี้จะเป็น model law [ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พุทธศักราช ๒๕๕๓] ; ผู้เขียนไม่สามารถรับรองได้ว่า model law นี้จะไม่มีข้อบกพร่อง แต่ผู้เขียนเชื่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญ ฯนี้ เป็น model law ที่สามารถนำไปใช้บังคับ ที่ทำให้เกิดการปฏิรูปการเมือง และเป็น ทางออกให้แก่ประเทศได้
------------------------------------------------------------------------------------
ส่วนที่ สอง
( model law )
(ร่าง)รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบันที่ ....) พ.ศ. ......
( เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย )
[หมายเหตุ เพื่อให้ท่านผู้อ่านสามารถอ่านบทมาตราต่างของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฯ ด้วยความเข้าใจและรู้ ว่า บทมาตราใดมีวัตถุประสงค์อะไรในเรื่องใด ดังนั้น บทมาตราในตัวบทของร่างรัฐธรรมนญแก้ไขเพิ่มเติม ฯ ต่อไปนี้ ผู้เขียนจึงจะไม่จัดเรียงมาตราตามลำดับ เลขมาตรา ของ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ แต่จะจัดแบ่ง บทมาตราออกเป็นกลุ่มตาม ลักษณะของปัญหาทางทางเมือง ตามที่ได้กล่าวไว้ใน ส่วนที่หนื่ง ข้อ (๑) ที่มีอยู่ ๓ ปัญหา
ดังนั้น ในร่าง model law นี้ มาตรา .. จึงจะเป็นมาตราของ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม แต่มาตราที่มีการระบุ เลขมาตรา ก็จะเป็นเลขมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๐ และผู้เขียนเชื่อว่า เมื่อท่านผู้อ่านได้อ่านและมีความเข้าใจดีแล้วว่า (ร่าง)มาตราใด มีวัตถุประสงค์อะไร เพื่ออะไรแล้ว ท่านผู้อ่านย่อมสามารถนำบทมาตราเหล่านี้ ไปจัดเรียงลำดับในแบบฟอร์มของการเขียนร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ .....) พ.ศ. ....... ได้ทันที โดยไม่มีความยากลำบากแต่อย่างใด ]
กลุ่มบทมาตรากลุ่ม ที่ (๑) ได้แก่ บทมาตราที่ยกเลิก ระบบการผูกขาดอำนาจรัฐโดย พรรคการเมืองนายทุน (ในระบบรัฐสภา) ประเทศเดียวในโลก ซึ่งจะมีอยู่ ๒ กลุ่มย่อย โดยกลุ่มย่อยแรก จะเป็นบทมาตราที่ ปลดปล่อย ให้ ส.ส. มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยสากลของนานาประเทศ และ กลุ่มย่อยที่สอง เป็นบทมาตราที่กำหนดมาตรการ สำหรับทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ เพื่อที่รัฐบาลจะได้ไม่ต้องแจก ซอง ก่อนที่ ส.ส.จะยกมือ ฯ ; บทมาตราในกลุ่มที่ (๑) นี้ จะเป็น ระบบสถาบันการเมืองสำหรับการบริหารประเทศชั่วคราว ในช่วงระหว่าง ที่มีประเทศกำลัง(ออกแบบ)ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อการปฏิรูปการเมือง
กลุ่มบทมาตราที่เกี่ยวข้อง กับ สถานภาพความเป็นอิสระ ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร )
มาตรา .... ให้ยกเลิก ความใน (๓) ของมาตรา ๑๐๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ยกเลิก การบังคับให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรคการเมือง)
มาตรา .... ให้ยกเลิก ความในวรรคสอง ของมาตรา ๑๐๔ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ยกเลิก การห้ามการควบรวมพรรคการเมืองในระหว่างอายุของสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่มีความจำเป็น )
มาตรา .... ให้ยกเลิก ความใน (๗) และ (๘) ของมาตรา ๑๐๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ยกเลิก อำนาจเผด็จการของพรรคการเมือง ที่บัญญัติให้สมาชิกภาพของ ส.ส. ต้องสิ้นสุด เพราะพรรคการเมืองมีมติให้ ส.ส. ออกจากพรรค และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง )
มาตรา .... ให้ยกเลิกความใน มาตรา ๑๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน (กำหนดให้ สถานะภาพ ของ ส.ส. และ ส.ว มีอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมือง ตามหลักการของ ความเป็นประชาธิปไตยของนานาประเทศ)
มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในอาณัติ
มอบหมายใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของตนโดยบริสุทธิใจ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย (หมายเหตุ ถ้อยคำ มาจาก มาตรา ๑๐๑ ของ รธน. พ.ศ. ๒๔๙๒)
มาตรา .... ให้ยกเลิกความใน มาตรา ๑๒๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน (แก้คำปฏิญาณ ของ ส.ส. และ ส.ว. ให้ตรงตามสถานะภาพของ ส.ส. ที่เป็นอิสระจากมติของพรรคการเมือง )
มาตรา ๑๒๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญานตนในที่ประชุมแห่ง สภาที่ตนเป็นสมาชิก ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาน) ขอปฏิญานว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของข้าพเจ้าโดยบริสุทธิใจ เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ (หมายเหตุ ถ้อยคำ มาจาก มาตรา ๑๐๒ ของ รธน. พ.ศ. ๒๔๙๒)
มาตรา ....(บทเฉพาะกาล) ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ แล้วแต่กรณี และให้นับอายุของสภาผู้แทนราษฎรและวาระของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ต่อเนื่อง เป็นอายุของสภาผู้แทนราษฎรและเป็นวาระของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ แล้วแต่กรณี
ก่อนเริ่มการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ในการประชุมครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎรหรือของวุฒิสภาหลังจากวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาปฏิญาณตนด้วยถ้อยคำตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ..... ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่แก้ไขเพิ่มเติมตามรัฐธรรมนูญนี้
[หมายเหตุ การแก้ไขบทมาตราในกลุ่มนี้ ยังมีบทมาตราบางมาตราใน รธน. พ.ศ. ๒๕๕๐ ที่การใช้บังคับของมาตราดังกล่าวเกี่ยวข้องกับบทมาตราที่ถูกแก้ไขหรือยกเลิก แต่ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขถ้อยคำ เช่น มาตรา ๑๒๖ วรรคห้า และ มาตรา ๖๕ วรรคสาม เป็นต้น]
กลุ่มบทมาตราของ กลุ่มย่อยที่สอง ที่เป็นบทมาตราที่กำหนดมาตรการสำหรับทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ ภายไต้ ภาวะผู้นำให้แก่นายกรัฐมนตรี
มาตรา .... ให้ยกเลิกความใน มาตรา ๑๕๘ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน (กำหนดให้การลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ต้องมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรไปพร้อมกัน วรรคห้า ; และกำหนดให้ในการขอเปิดอภิปรายทั่วไปไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ส.ส.ไม่จำเป็นต้องเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนถัดไป เพราะไม่มีความจำเป็น - แก้ วรรคหนึ่ง)
มาตรา ๑๕๘ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และเมื่อได้มีการเสนอญัตติแล้ว จะมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมิได้ เว้นแต่จะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงตามวรรคสาม
การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย จะเสนอโดยไม่มีการยื่นคำร้องขอตามมาตรา ๒๗๑ ก่อนมิได้ และเมื่อได้มีการยื่นคำร้องขอตามมาตรา ๒๗๑ แล้ว ให้ดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ต้องรอผลการดำเนินการตามมาตรา ๒๗๒
เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใช่ด้วยมติให้ผ่านระเบียบวาระเปิดอภิปรายนั้นไป ให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจ การลงมติในกรณีเช่นว่านี้ มิให้กระทำในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุด มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร
ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจมีคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายนั้น เป็นอันหมดสิทธิที่จะเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีอีกตลอดสมัยประชุมนั้น
ในกรณีที่มติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง และให้ดำเนินการยุบสภาโดยผลของกฎหมาย
มาตรา .... ให้ยกเลิก วรรคสอง ของ มาตรา ๑๗๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ยกเลิกการกำหนดบังคับให้ นายกรัฐมนตรี ต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น )
มาตรา .... ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็น มาตรา ๑๔๕ ทวิ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (กำหนดให้ยุบสภา ถ้าสภาผู้แทนราษฎร ไม่ผ่านร่าง พรบ. ที่นายกรัฐมนตรี แจ้งต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล)
มาตรา ๑๔๕ ทวิ ร่างพระราชบัญญัติสำคัญของคณะรัฐมนตรีที่ได้ผ่านการตรวจพิจารณาของที่ประชุมของประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาทุกคณะตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจนำเสนอต่อรัฐสภาโดยแจ้งต่อประธานรัฐสภา ว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายสำคัญของรัฐบาล และในกรณีนี้ ให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยเร็ว ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้
(๑) หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ให้ดำเนินการยุบสภาโดยผลของกฎหมาย
(๒) ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ห้ามมิให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแก้ไขร่างพระราชบัญญัติโดยคณะรัฐมนตรีไม่เห็นชอบด้วย
(๓) ในกรณีที่วุฒิสภาไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติหรือเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ ตามมาตรา ๑๔๗ (๒) หรือ (๓) ให้สภาผู้แทนราษฎรยกร่างพระราชบัญญํติดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่ทันที และในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร ไม่ยกร่างพระราชบัญญัติขึ้นพิจารณาทันที หรือในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่ทันที แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่ผ่านร่างเดิมหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาร่วมกัน ด้วยคะแนนเสียงข้างมากตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๔๘ วรรคหนี่ง ให้ดำเนินการยุบสภาโดยผลของกฎหมาย
มาตรา .... ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็น มาตรา ๑๖๘ ทวิ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (กำหนดให้ยุบสภา ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่ผ่านร่าง พรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี)
มาตรา ๑๖๘ ทวิ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่วุฒิสภาไม่เห็นชอบตามมาตรา ๑๖๘ วรรคสี่ ถ้าในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๔๘ วรรคสอง สภาผู้แทนราษฎรไม่ยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่ทันที หรือในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรยกขึ้นพิจารณาทันทีแล้ว แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติด้วยจำนวนคะแนนเสียงข้างมากตามที่กำหนด ให้ดำเนินการยุบสภาโดยผลของกฎมาย
มาตรา .... ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็น วรรคสอง ของ มาตรา ๑๓๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (กำหนดให้การฝ่าฝืนจริยธรรมของสมาชิกสภา มีสภาพบังคับตามกฎหมาย พระราชบัญญัติ)
(วรรคสอง) ให้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการบังคับการตามประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการ โดยในกฎหมายดังกล่าว ต้องจัดให้มีคณะกรรมาธิการประจำของสภาแต่ละสภา ซึ่งต้องประกอบด้วยบุคคลภายนอกซึ่งมิใช่เป็นสมาชิกสภาอย่างน้อยหนึ่งในสาม มีหน้าที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมของสมาชิกสภาและกรรมาธิการ และในการวินิจฉัยการฝ่าฝืนหรือการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นความผิดทางวินัยตาม มาตรา ๒๗๙ วรรคสาม จะต้องมีการกำหนดระดับโทษทางวินัยที่ชัดเจน และกระทำโดยองค์คณะบุคคลที่เป็นกลางตามที่กฎหมายกำหนด โดยต้องมีวิธีพิจารณาที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ให้โอกาสผู้ถูกล่าวหาในการชี้แจง และมีคำวินิจฉัยที่มีการให้เหตุผล
มาตรา .... (บทเฉพาะกาล) ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงเป็นคณะรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา .... (บทเฉพาะกาล) ให้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการบังคับการตามประมาลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และกรรมาธิการ ตาม มาตรา ๑๓๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญนี้ ให้แล้วเสร็จภายในสามเดือนนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ
--------------------------------------------------------------------------------------
]
กลุ่มบทมาตรา กลุ่ม ที่ (๒ ) และกลุ่มที่ (๓) : บทมาตรากลุ่มที่ (๒) ได้แก่ บทมาตราที่กำหนดการจัดตั้งองค์กรยกร่างรัฐธรรมนูญ (คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ) และกำหนดกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อ การปฏิรูปทางการเมือง; และ บทมาตรากลุ่มที่ (๓) ได้แก่ บทมาตราที่กำหนดการจัดตั้งองค์กร(คณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการมืองแห่งชาติ) เพื่อให้มากำกับ การปฏิรูปการเมืองให้เป็นผลสำเร็จ
มาตรา .... ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็น หมวด ๑๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
หมวด ๑๖
การปฏิรูปประเทศ
ส่วนที่ ๑
การจัดทำรัฐธรรมนูญ เพื่อการปฏิรูปการเมือง
มาตรา ๒๙๑ / ๑ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกชื่อว่า คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ประกอบด้วย กรรมการซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจำนวน 7 คน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
(ก) ประเภทที่หนึ่ง ได้แก่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ จำนวนห้าคน ได้แก่
(1) ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ประธานองคมนตรีถวายชื่อตามคำแนะนำของคณะองคมนตรี สองคน
(2) ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ประธานวุฒิสภาถวายชื่อตามคำแนะนำของสมาชิกวุฒิสภา หนึ่งคน
(3) ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรถวายชื่อสองคน โดยคนหนึ่งตามคำแนะนำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาล และอีกคนหนึ่งตามคำแนะนำของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน
(ข) ประเภทที่สอง ได้แก่ กรรมการที่มีประสบการณ์ทางการเมือง ที่ประธานองคมนตรีถวายชื่อตามคำแนะนำของคณะองคมนตรีจาก ผู้ที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว จำนวนสองคน
ให้มีประธานคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติหนึ่งคนและรองประธานหนึ่งคน ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งจากกรรมการพิเศษเพื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ โดยการถวายชื่อโดยประธานองคมนตรีตามคำแนะนำของคณะองคมนตรี
การถวายรายชื่อบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำโดยผ่านประธานองคมนตรี ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ....) พ.ศ. ......... ใช้บังคับ
ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการการแต่งตั้งประธาน รองประธาน และกรรมการพิเศษเพื่อยก
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ
พรรครัฐบาล ตามวรรคหนึ่ง (ก) (3) หมายความถึง พรรคการเมืองที่มีสมาชิกของพรรคหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อโดยพรรค ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งข้าราชการการเมืองอื่น และ พรรคฝ่ายค้าน หมายความถึง พรรคการเมืองที่มีสมาชิกของพรรคเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่มิใช่เป็นพรรครัฐบาล
มาตรา ๒๙๑ / ๒ บุคคลที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็นกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และภายในสามปีนับแต่วันพ้นจากตำแหน่งกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา หรือสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และห้ามมิให้เป็นข้าราชการการเมือง
มาตรา ๒๙๑ / ๓ ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ มีเลขานุการหนึ่งคน ที่ประธานคณะกรรมการแต่งตั้งตามคำแนะนำของ คณะกรรมการ และให้มีรองเลขานุการสองคน โดยเลขาธิการวุฒิสภาเป็นรองเลขานุการคนที่หนึ่ง และให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นรองเลขานุการคนที่สอง
ให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการ
มาตรา ๒๙๑ / ๔ คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ มีหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการออกเสียงเป็นประชามติ ตามมาตรา ๒๙๑ / ๑๒ และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบโดยประชามติแล้ว ให้ประธานคณะกรรมการนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญต่อไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้
การยกร่างรัฐธรรมนูญตามความในหมวดนี้ กระทำโดยมีเจตจำนงที่จะปฏิรูปการเมืองให้ประเทศไทยเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตย ที่มีสถาบันการเมือง ที่มีประสิทธิภาพและมีการใช้อำนาจรัฐอย่างโปร่งใสเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ประกอบกับการทำให้ศาลและองค์กรอิสระที่สำคัญของรัฐ มีการจัดรูปแบบองค์กรที่มีระบบความรับผิดชอบ และมีวิธีพิจารณาหรือวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกไม่ได้
มาตรา ๒๙๑ / ๕ ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานกรรมการ และให้ประธานกรรมการมีอำนาจกำหนดระเบียบและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของคณะกรรมการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม รวมตลอดถึงให้มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน ที่ปรึกษา และหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการได้ตามที่เห็นสมควร
ในกรณีที่ตำแหน่งกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติว่างลงเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ดำเนินการเพื่อให้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างโดยเร็ว
มาตรา ๒๙๑ / ๖ ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเป็นวาระแรก พร้อมทั้งเอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ให้แล้วเสร็จภายใน(หกเดือน) นับแต่วันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ
เอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง เป็นเอกสารที่มีความมุ่งหมายจะให้ความรู้และความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญ
โดยสังเขป โดยเอกสารดังกล่าวจะต้องชี้แจงอธิบายโครงสร้างของร่างรัฐธรรมนูญ และอธิบายให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายในประเด็นสำคัญต่างๆ ของบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจนความคาดหมายในความสำเร็จหรืออุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในเชิงปฏิบัติจากการดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ รวมทั้งสาระสำคัญอย่างอื่น ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องหรือประชาชนควรจะได้รับรู้
มาตรา ๒๙๑ / ๗ เมื่อคณะกรรมการพิเศษที่ยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และเอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญตามมาตราก่อนเสร็จแล้ว ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(1) ให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารดังกล่าวไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อให้สภาทั้งสองพิจารณาและให้ความเห็น
ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑ / ๘
(2) จัดเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารดังกล่าวเป็นการทั่วไป ตลอดจนส่งเสริมและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
มาตรา ๒๙๑ / ๘ ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาและให้ความเห็นของในร่างรัฐธรรมนูญ โดยจัดทำเป็นบันทึกความเห็นที่มีการกำหนดประเด็นและการให้ข้อคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆอย่างชัดเจน ประกอบด้วยการให้เหตุผลในเชิงวิชาการและในเชิงปฏิบัติ รวมทั้งระบุถึงอุปสรรคและเหตุการณ์ที่คาดว่าอาจจะเกิดขึ้นได้หรือได้เคยเกิดขึ้นแล้วในประเด็นต่าง ๆ หากมี
ในการให้ความเห็นของสภาผู้แทนราษฎร ให้จัดทำเป็นบันทึกโดยแยกความเห็นและข้อเสนอแนะออกเป็น 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่ง เป็นบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาล และอีกฉบับหนึ่ง เป็นบันทึกตามความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน
และในการให้ความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นโดยอิสระตามมโนธรรมของตน โดยไม่อยู่ภายใต้อาณัติและผูกพันกับมติของพรรคการเมืองที่ตนสังกัด
ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา ดำเนินการให้แล้วเสร็จและจัดส่งบันทึกตามมาตรานี้ ให้แก่คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ภายในกำหนด (สามเดือน) นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ
มาตรา ๒๙๑ / ๙ ให้คณะกรรมการการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ จัดพิมพ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญพร้อมทั้งเอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑ / ๖ และบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะของสภาผู้แทนราษฎรและของวุฒิสภาตามมาตรา ๒๙๑ /๘ ต่อสาธารณะ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญตลอดจนความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกของสภาทั้งสอง และให้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยทั่วไปอย่างทั่วถึง ในลักษณะของการจัดทำประชาพิจารณ์หรือการรับฟังความเห็นสาธารณะ
มาตรา ๒๙๑ / ๑๐ เมื่อคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติได้รับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และได้รับข้อคิดเห็นจากประชาชนเป็นการทั่วไปแล้ว ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติทำการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นวาระที่สอง สำหรับให้ประชายนออกเสียงเป็นประชามติตามมาตรา ๒๙๑ / ๑๒ พร้อมทั้งจัดทำ เอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกิน (หกเดือน)นับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามมาตรา ๒๙๑ / ๘ วรรคสาม
เอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญ ตามวรรคหนึ่ง นอกจากจะต้องมีสาระสำคัญตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๙๑ / ๖ วรรคสองแล้ว ในกรณีที่คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติไม่เห็นด้วยกับความเห็นหรือข้อเสนอแนะที่เป็นสาระสำคัญ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติให้เหตุผลไว้ด้วยว่า คณะกรรมการไม่เห็นด้วยกับความเห็นหรือข้อเสนอแนะดังกล่าว เพราะเหตุผลอย่างใด
ให้คณะกรรมการ ระบุไว้ในเอกสารประกอบรัฐธรมนูญด้วยว่า ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว จะมีกฎหมายสำคัญซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ตราขึ้นเป็น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจำนวนกี่ฉบับ และในเรื่องใดบ้าง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเรื่องใด ควรจะกำหนดให้มีหลักการและสาระสำคัญอย่างใด และนอกจากนั้น ในบรรดาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ให้คณะกรรมการให้ความเห็นไว้ด้วยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใด มีความจำเป็นหรือเหมาะสม ที่จะต้องตราขึ้นเพื่อให้มีผลบังคับใช้พร้อมกับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๙๑ / ๑๖ ถึงมาตรา ๒๙๑ / ๑๘
มาตรา ๒๙๑ / ๑๑ ในระหว่างการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญตามความในหมวดนี้ หากคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติเห็นว่า หลักการสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญมีประเด็นหนึ่งประเด็นใดหรือหลายประเด็น ที่อาจมีทางเลือกที่เหมาะสมได้หลายทาง และสมควรที่จะได้รับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นการทั่วไปก่อนที่จะวินิจฉัยว่าจะร่างรัฐธรรมนูญไปในทางหนึ่งทางใด คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติอาจจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อรับฟังความเห็นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้
ในการจัดทำประชามติเพื่อรับฟังความคิดเห็นตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติกำหนดประเด็นให้ชัดเจนและจัดทำเอกสารประกอบการจัดทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และเข้าใจในประเด็นและความสำคัญของประเด็นที่คณะกรรมการขอความเห็น และให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๙๑ / ๖ วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม และจัดให้มีการเผยแพร่เอกสารดังกล่าวพร้อมกับการทำความเข้าใจกับผู้มีสิทธิออกเสียง เป็นเวลาอย่างน้อย(สามสิบ)วันก่อนวันออกเสียงลงประชามติ
มาตรา ๒๙๑ / ๑๒ ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ จัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ภายในกำหนดอย่างช้าไม่เกินสิบแปดเดือน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ. ......... ใช้บังคับ
.ในการออกเสียงประชามติ ให้ผู้มีสิทธิออกเสียงลงมติเลือก ระหว่าง เอกสารรัฐธรรมนูญ สองฉบับ คือ
(๑) บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามที่ได้มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนมากเรียกร้อง กับ
(๒) ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติได้จัดทำขึ้น
การกำหนดวันออกเสียงประชามติ ขั้นตอนการดำเนินการเพื่อการจัดทำประชามติ ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการในการลงประชามติ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และให้มีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับและเอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเวลาอย่างน้อย (สามสิบ)วัน ก่อนวันออกเสียงประชามติ
มาตรา ๒๙๑ / ๑๓ การออกเสียงคงคะแนนเป็นประชามติ ต้องมีผู้มีสิทธิออกเสียง ใช้สิทธิออกเสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด หากผู้มีสิทธิออกเสียงใช้สิทธิออกเสียงต่ำกว่ากึ่งหนึ่ง ให้ถือว่า ไม่มีการออกเสียงประชามติ และให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันต่อไป และให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ เป็นอันสิ้นสุดลงภายใน(สามสิบวัน)นับแต่วันที่ออกเสียงประชามติ
มาตรา ๒๙๑ / ๑๔ ในกรณีที่เสียงข้างมากของการออกเสียงประชามติเห็นชอบให้ใช้บทบัญญีติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ โดยมิชักช้า และให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ เป็นอันสิ้นสุดลงภายใน(สามสิบวัน)นับแต่วันที่ออกเสียงประชามติ
มาตรา ๒๙๑ / ๑๕ ในกรณีที่เสียงข้างมากของการออกเสียงประชามติ เห็นชอบให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ให้ประธานองคมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา นำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญ
ให้ประธานองคมนตรี ประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระราชโองการร่วมกัน และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญต่อไป
มาตรา ๒๙๑ /๑๖ ในวาระเริ่มแรกของการปฏิรูปการเมือง เพื่อประโยชน์ในการที่ประเทศจะได้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่สร้างพื้นฐานการบริหารประเทศที่สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในการออกเสียงประชามติ และเพื่อประโยชน์ในการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้รัฐธรรมนูญที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) ให้รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ เมื่อพ้นกำหนด (หนึ่งร้อยแปดสิบวัน)นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(๒) ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงในวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ และให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารประเทศอยู่ในวันที่รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่แต่งตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ารับหน้าที่
มาตรา ๒๙๑ / ๑๗ ในระหว่างที่รัฐธรรมนูญยังไม่มีผลใช้บังคับ ตามมาตรา ๒๙๑ / ๑๖ (๑) ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ ดำเนินการยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมการระบุไว้ในเอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นกฎหมายที่จำเป็นหรือเหมาะสมที่จะต้องใ ช้บังคับพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ การยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยถือตามแนวของหลักการและสาระสำคัญที่ได้ระบุไว้ในเอกสารประกอบร่างรัฐธรรมนูญ
(๒) ให้ยกร่างกฎหมายดังกล่าวให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่า(หกสิบวัน)นับแต่วันที่ได้มีการออกเสียงประชามติ
(๓) เมื่อร่างเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการ ส่งร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวพร้อมด้วยเอกสารประกอบร่างกฎหมายที่ได้จัดทำขึ้น ไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อให้สภาทั้งสองให้ความเห็นและข้อเสนอแนะมายังคณะกรรมการ
(๔)ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคหนึ่งและวรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา จัดส่งบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการ ภายในกำหนด (สามสิบวัน) นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาได้รับร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จากคณะกรรมการ
(๕) ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ จัดพิมพ์เผยแพร่ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและเอกสารประกอบร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นการทั่วไป เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน
(๖) เมื่อคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติได้รับทราบความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และได้รับข้อคิดเห็นจากประชาชนทั่วไปแล้ว ให้คณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จโดยเร็ว และดำเนินการให้มีการประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายตาม มาตรา ๒๙๑ / ๑๘ เพื่อให้มีผลใช้บังคับพร้อมกับรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๙๑ /๑๘ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ได้ตราขึ้นตามมาตราก่อน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยมีประธานคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ เป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ และให้ถือว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว มีผลใช้บังดับ ดังเช่นพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญ
มาตรา ๒๙๑/๑๙ เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับ การปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติตามความในหมวดนี้ ย่อมสิ้นสุดลง
มาตรา ๒๙๑/๒๐ ให้รัฐสภากำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ให้แก่ประธาน รองประธาน และกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ โดยตราเป็นพระราชบัญญัติ
ส่วนที่ ๒
คณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการมืองแห่งชาติ
มาตรา ๒๙๑ / ๒๑ เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงแห่งชาติ และเพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุผลตามเจตน์จำนงของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ให้มีคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ ขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้ง โดยมีประธานองคมนตรีและนายกรัฐมนตรีลงนามร่วมกันรับสนองพระบรมราชโองการ
คณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ ประกอบด้วย สมาชิกจำนวนสิบคน โดยมีสมาชิกสองประเภท คือ
(ก) สมาชิกโดยตำแหน่ง จำนวนห้าคน ได้แก่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว หรือผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีเหตุไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่ง ประธานองค์มนตรีโดยการปรึกษาหารือกับนายกรัฐมนตรี อาจถวายรายชื่อของผู้ที่ดำรงตำแหน่งถัดไปหรือรองลงไปให้ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งแทนได้
(ข) สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนห้าคน ได้แก่ อธิการบดีในมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ที่ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของสภาผู้แทนราษฎรจำนวนสี่คน โดยสองคนมาจากการเสนอชื่อจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรครัฐบาล และอีกสองคนมาจากการเสนอชื่อจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคฝ่ายค้าน และที่ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจำนวนหนึ่งคน
ให้นำมาตรา ๒๙๑ / ๑ วรรคสุดท้าย ว่าด้วยความหมายของ พรรครัฐบาล และ พรรคฝ่ายค้าน มาใช้บังคับ
มาตรา ๒๙๑ / ๒๒ คณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ มีประธานหนึ่งคนจากสมาชิกโดยตำแหน่ง และให้มีรองประธานสองคน โดยอย่างน้อยคนหนึ่งต้องมาจากสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งนี้ ตามที่คณะมนตรีพิจารณาเห็นสมควร
ให้คณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ มีเลขานุการหนื่งคน ตามที่ประธานคณะมนตรีแต่งตั้งตามคำแนะนำของคณะมนตรี เรียกชื่อว่า เลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ และให้มีรองเลขานุการไม่เกินสองคน โดยให้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นรองเลขานุการคนที่หนึ่ง โดยตำแหน่ง และรองเลขาธิการคนที่สอง หากมี ให้ประธานคณะมนตรีแต่งตั้งตามคำแนะนำของคณะมนตรี
ให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหน่วยธุรการของคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการให้เป็นไปตามมติของคณะมนตรี
มาตรา ๒๙๑ / ๒๓ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้มีคณะที่ปรึกษาของคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ ตามที่คณะมนตรีแต่งตั้งขึ้นคณะหนึ่ง มีจำนวนไม่เกินห้าสิบคน
ให้คณะที่ปรึกษา มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๒๙๑ / ๒๔ คณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำแก่คณะรัฐมนตรี ในปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ
(๒) ประสานงานระหว่างคณะรัฐมนตรีกับคณะกรรมการพิเศษยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สำเร็จลุล่วงไป ตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมือง
(๓) ตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา ๒๙๑ / ๒๖
(๔) ยับยั้งการขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่อาจมีผลเป็นการขัดขวางหรือเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการเมือง ตาม มาตรา ๒๙๑ / ๒๗
(๕) ศึกษาวิเคราะห์กฎหมายที่สำคัญเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปประเทศ และเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวพร้อมทั้งบันทึกความเห็น ให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา
ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะ มนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติมีอำนาจวางระเบียบการประชุมของคณะมนตรี ระเบียบการทำงานของคณะที่ปรึกษา และระเบียบการปฏิบัติงานของหน่วยธุรการได้ตามที่เห็นสมควร
มาตรา ๒๙๑ / ๒๕ คณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ ย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหาร และคณะมนตรีและสมาชิกของคณะมนตรีต้องไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการแทรกแซงการบริหารประเทศของรัฐบาล
มาตรา ๒๙๑ / ๒๖ ในกรณีที่ปรากฏต่อคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ ว่า ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้คณะมนตรี ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเพื่อดำเนินการไต่สวน และดำเนินการต่อไป
มาตรา ๒๙๑ / ๒๗ ในกรณีที่คณะมนตรีความมั่นคงและพัฒนาการเมืองแห่งชาติเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องใดหรือในประเด็นใดอาจ เป็นอุปสรรคหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามุ่งหมายที่จะขัดขวางการปฎิรูปการเมือง ให้คณะมนตรี มีสิทธิยับยั้งญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑ โดยแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบพร้อมด้วยเหตุผล และให้ยุติการดำเนินการตามญัติดังกล่าวไว้จนกว่าคณะมนตริจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น
มติของคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกของคณะมนตรีทั้งหมด และให้ประกาศความเห็นของคณะมนตรีพร้อมด้วยเหตุผลในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้ประชาชนทราบทั่วกัน
ความเห็นของคณะมนตรีความมั่นคงและพัฒนาการเมืองแห่งชาติตามมาตรานี้ ให้เป็นที่สุด
มาตรา ๒๙๑ / ๒๘ เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ให้มีการปรึกษาหารือระหว่างประธานคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติกับนายกรัฐมนตรีเป็นประจำ อย่างน้อยสองเดือนต่อครั้ง โดยจะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องตามที่ประธานคณะมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีกำหนด เข้าร่วมปรึกษาหารือด้วยก็ได้
และเพื่อประโยชน์ในการประสานการทำงานเพื่อการปฏิรูปการเมือง ให้มีการปรึกษาหารือระหว่างประธานคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และประธานคณะกรรมการพิเศษเพื่อการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งชาติ เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสม ทั้งนี้ตามที่ประธานคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองจะได้กำหนด
มาตรา ๒๙๑ / ๒๙ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการความมั่นคงและการพัฒนาการแห่งชาติ สิ้นสุดลงพร้อมกับคณะกรรมการพิเศษเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญ ตามความในส่วนที่หนึ่งของหมวดนี้
มาตรา ๒๙๑ / ๓๐ ให้รัฐสภากำหนดค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์ให้แก่ประธานประธานคณะมนตรีความมั่นคงและการพัฒนาการเมืองแห่งชาติ รองประธาน สมาชิกคณะมนตรี และที่ปรึกษาของคณะมนตรี โดยตราเป็นพระราชบัญญัติ
+++++++++++++++++++++++++++++++++
การปฏิรูปการเมือง อาจจะเสร็จสิ้นไป แต่ การปฏิรูปประเทศ เพิ่งจะเริ่มต้น
เมษายน ๒๕๕๓
หลักการที่ (๔ ) จัดตั้ง องค์กร ที่มีหน้าที่ดูแลการปฏิรูปการเมือง (และการยกร่างรัฐธรรมนูญ) ให้สำเร็จ โดยให้เป็นองค์กรที่แยกออกจาก สถาบันทางการเมือง คณะรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎร ; องค์กรนี้ ประกอบด้วย ผู้ที่รู้ ปัญหาของประเทศและต้องการให้มีการปฏิรูปการเมือง กับ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ
มีการเพิ่มเติม หมวด ขึ้นใหม่ เป็น หมวดที่ ๑๖ จำนวน ...มาตรา ดังต่อไปนี้
|
|
 |
พิมพ์จาก http://public-law.net/view.aspx?ID=1455
เวลา 4 เมษายน 2568 21:10 น.
Pub Law Net (http://www.pub-law.net)
|